
กลิ่นอายทัพใหญ่ไล่ปู
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในนามกลุ่มพิทักษ์สยามภายใต้การนำของ
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในนามกลุ่มพิทักษ์สยามภายใต้การนำของ
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย และเครือข่ายชุมนุมกันที่สนามม้านางเลิ้ง แม้คนในรัฐบาลออกมาประเมินไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีการอ้างจำนวนผู้ชุมนุมแค่หยิบมือ ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้
ทว่า มุมมองนักเคลื่อนไหวอย่างจตุพรกลับมองตรงข้ามรัฐบาล
“การเคลื่อนไหวของกลุ่มสนามม้าไม่ธรรมดา ผมไม่ได้ประเมินจากสิ่งปรากฏ แต่ประเมินจากข้อเท็จจริงเหมือนช่วงที่มีการชุมนุมก็ได้รับข้อมูลจากทหารแตงโมเช่นเดียวกัน เราเห็นปรากฏการณ์ขับเคลื่อนไม่ธรรมดา และให้ดูเกี่ยวเนื่องกับปฏิทินภารกิจนายกฯ ซึ่งไม่แตกต่างจากสมัยอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เดินทางไปอินเดีย
จตุพร ย้ำ ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม เราในฐานะอยู่ในสนามนี้ย่อมได้กลิ่นอาย เพราะว่าอยู่ในสนามรบมาโดยตลอด หูแนบพื้นย่อมได้ยินเสียงม้าแล้ว แต่บางคนไม่เคยอยู่ในสนามรบไม่รู้ แต่นักรบอยู่ในสนามรบรู้แล้วว่าใกล้แล้ว
“ผมเชื่อว่านักการเมืองด้วยกันแต่ละฝ่าย การระดมคนหลักแสนไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ว่าจิตใจผู้ที่มาจะแตกต่างกันเท่านั้นเอง เหมือนคนเสื้อแดงเราปลูกฝังเรื่องจิตวิญญาณ แต่ลำพังนักการเมืองด้วยกัน คิดแบบนักการเมืองด้วยกันที่คิดว่าคนไม่มี คิดผิด นักการเมืองมันทำเป็นทั้งนั้น เช่นเดียวกับนักจัดตั้งภาคประชาชนก็ทำเป็นทั้งนั้น วิชานี้ไม่ใช่ว่าเรียนรู้ได้เฉพาะฝ่ายเรา ฝ่ายเขาก็ทำเป็น เพียงแต่ว่าฝ่ายเขาจะได้อุดมการณ์ ได้คนที่มีจิตวิญญาณเหมือนฝ่ายเราหรือเปล่า นี่ต่างหากที่เป็นประเด็น”
แกนนำคนเสื้อแดงยังมองการเคลื่อนไหวนอกสภาของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่วันนี้มีการปรับกลยุทธ์เหมือนการเคลื่อนไหวเสื้อแดง
“ต้องยอมรับความจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ปรับกระบวนทัพภายใต้ข้อเสนอของ สุเทพ เทือกสุบรรณ สิ่งที่สุเทพพูดหลังเลือกตั้งไม่ได้แพ้เพื่อไทย แต่แพ้กระบวนการเสื้อแดง เขาจึงปรับทัพตามเสื้อแดงหมด เสื้อแดงมีทีวีเขาก็มีทีวี เสื้อแดงเดินสายปราศรัยถ่ายทอดออกโทรทัศน์เขาก็เดินสาย และการเดินสายของเขาเป็นระบบ คนฟังไม่ต้องจัดมาก แต่เขาต้องการพูดถ่ายทอดโทรทัศน์ ต้องเข้าใจว่าถ้าเทียบคนพูดการชุมนุม พันธมิตรกับการปราศรัยพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรพูดเป็นไม่กี่คน ที่เหลือเป็นอารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นระบบ การพูดจะเท็จจริงนำเสนอเป็นระบบได้มากกว่า”
จตุพร บอกว่า ขนาดเราเจอ สนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการพันธมิตรฯ ยังเซ ส่วนประชาธิปัตย์กำลังเดินสายจัดเวทีผ่าความจริง ฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ใช่คนฟังปราศรัย 500 แต่คุณพูดกับคนได้ทั่วโลกโดยผ่านโทรทัศน์ซึ่งเขาเอาแบบนี้ นอกจากนี้เขานำเสนอผ่านโรงเรียนการเมือง เขาก็ใส่ความคิดความอ่านเหมือนโรงเรียน นปช. ที่มีประสิทธิภาพ
“ปชป.จะขยับคนได้ง่ายกว่าในอดีต เพราะสิ่งที่เขาเดินไปนั้น คนฟัง 30 ครั้งถ้าฟังอยู่เหมือนเดิม ผมเชื่อว่าเกินครึ่ง ย่อมคล้อยตามหลงเชื่อ ผมเคยประเมินสถานการณ์แจ้งกับผู้รับผิดชอบว่าอย่าประมาทสถานการณ์นี้นะ เพราะเราเคยทำอย่างนี้มาก่อน เพียงแต่ว่าท่วงทำนองที่แตกต่าง ฉะนั้นสิ่งที่เขาทำมันขยายตัว ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ เสธ.อ้าย คือสิ่งสมมติมาเท่านั้นเอง แต่ว่าขบวนการจัดการทั้งหมดที่มาสนามม้าจิ๊บๆ ผมรู้เลยว่าทัพหลังจะเป็นทัพใหญ่กว่าและทำให้ใหญ่กว่าเรื่อยๆ”
นี่คือการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพขบวนการล้มรัฐบาลตามมุมมองแกนนำเสื้อแดง
“สนามม้าเห็นได้ชัดเปลี่ยนเพียงแค่หัวนำ เปลี่ยนสถานที่ ที่เหลือเหมือนเดิมหมด ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรแตกต่าง ฉะนั้นประชาธิปัตย์ถือเป็นหุ้นหนึ่ง งานนี้มีหลายหุ้น ต้องพัฒนาการตามลำดับ ผมเชื่อว่าศึกนี้เขาไม่ทำยืดเยื้อหรอก ส่วนใช้อำนาจนอกระบบหรือเปล่า การล้มจริงๆ ไม่จำกัดวิธีการ และถ้าใครประเมินต่ำ คิดผิดมากที่สุด”
หันมามองปมร้อนในรัฐบาลให้จตุพรชั่งน้ำหนัก ระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง อะไรที่ทำได้และไม่ได้
“เรื่องกฎหมายปรองดองเดินยาก แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าไม่เดินจะกลายเป็นเงื่อนไขให้กองเชียร์รัฐบาลเล่นงานรัฐบาลเอง เพราะรัฐบาลปราศรัยมาถึง 2 ครั้ง ถ้าแก้ไม่สำเร็จแต่คนเห็นความมุ่งมั่น ประชาชนก็ยืนอยู่ข้าง แต่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ จนไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น สมมติวันหนึ่งมีการเลือกตั้ง ใครพูดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนจะหัวเราะ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายปรองดอง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสำเร็จหรือไม่ จตุพรเชื่อจะมีการไล่รัฐบาลอยู่ดี “ถ้าคุณไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็พูดเรื่องทุจริตเป็นหลัก คุณแก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็พูดเรื่องทุจริต การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองบ้างตามข้อกล่าวหา อยู่ที่บริบทไหน แต่เป้าเขาต้องการล้ม”







