posttoday
ชะตากรรมนักรบ

ชะตากรรมนักรบ

03 พฤศจิกายน 2555

อาจเป็นชะตาลิขิตของเรา ที่คงจะเหมาะกับข้างถนนแล้วมั้ง หรือเหมือนเราดูสงคราม นักรบไปรบกลับมา

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยว ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

“อาจเป็นชะตาลิขิตของเรา ที่คงจะเหมาะกับข้างถนนแล้วมั้ง หรือเหมือนเราดูสงคราม นักรบไปรบกลับมา บางสมรภูมิถูกไล่ต้อนกลับมาบาดเจ็บสาหัส ปรากฏว่าในเมืองกลับปิดประตูเมืองเสียอีก จนต้องรบตายอยู่คาประตูเมือง ทั้งที่ถ้าเปิดประตูเมืองได้เข้าไปก็จะรอดชีวิต”

ประโยคกินใจของ จตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนคนเสื้อแดง ที่หลุดขบวนเก้าอี้รัฐมนตรีในการปรับ ครม.ปู 3 ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยรับปากว่าจะไม่ลืมจตุพรและจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีแน่ สุดท้ายสร้างความผิดหวังกับกองเชียร์เสื้อแดง จนเกิดแรงกระเพื่อม เพราะเห็นว่าจตุพรเป็นผู้นำที่เสียสละจึงควรได้รับตำแหน่งมากกว่านักรบห้องแอร์คนอื่น

การแถลงข่าวของจตุพรสัปดาห์ก่อนหลังไม่มีรายชื่อปรากฏใน ครม.ใหม่ ทิ้งสัจธรรมการเมืองหลายวรรคกระทบไปถึงผู้มีบารมีในรัฐบาล กระนั้นน้ำเสียงเขายังแกร่งและนิ่งลึก บอกตัวเองให้เข้มแข็งกับความรู้สึกที่ได้รับ “โพสต์ทูเดย์” บุกมาควักหัวใจลึกๆ ของขุนพลเสื้อแดงผู้นี้

“อาจเป็นชะตากรรมของผมก็ได้ เพราะกว่าจะได้เป็นอะไรก็ยากลำบาก ไม่มีใครถามเรื่องความรู้ ความสามารถผมเลย ก่อนจะมาเป็น สส. ก็เป็นด้วยความลำบาก และเมื่อเป็นแล้ว ผมก็ทำหน้าที่ได้ดีจนเชื่อว่าต้องติดอยู่ใน 1 ใน 5 ของผู้อภิปรายที่ดีที่สุด ความเป็นนักสู้ในสนามรบ ผมก็หลายสนามแล้ว ตั้งแต่พฤษภา 2535 เป็นไม้สุดท้าย กระทั่งวันเดียวกัน แต่คนละปี 19 พ.ค. 2553 ยังต้องอยู่เป็นผู้ยุติการชุมนุม”

คิดอย่างไรกับเหตุผลที่คนในรัฐบาลที่ออกมาค้านอ้างว่า ถ้าตั้งเป็นรัฐมนตรีจะทำให้รัฐบาลติดภาพความรุนแรง จตุพร อธิบายถึงบุคลิกตัวเองก่อนว่า อาจเป็นเพราะเป็นคนทำงานจริงจัง ไม่ว่าการปราศรัย การรับปากกับใครที่ต้องทำให้สำเร็จ เช่น สมมติว่าไปรบ จะยึดเมืองนี้ให้ได้ ก็จะไม่กลับจนกว่าจะยึดเมืองได้ บางคนอาจบอกว่า แค่เอาหมู่บ้านก็พอแล้ว แต่เห็นว่า เมื่อมีสัญญากันว่าเราจะต้องยึดเมืองให้ได้ ถ้าไม่ได้เมือง ก็ต้องนำศพกลับบ้านแทน

ชะตากรรมนักรบ

“ไม่ใช่ผมไม่ยืดหยุ่น เพราะผมเป็นคนรักษาสัญญา แต่บางเรื่องผมก็รู้จักแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง การที่ผมยึดคำพูดแบบนี้มันทำให้คนอื่นมองเราว่าพูดไม่รู้เรื่อง ความจริงผมเป็นคนที่พูดง่ายที่สุด เพราะผมไม่ได้พูดเรื่องว่าตัวเองต้องการอะไร”

ทีนี้ถามว่า ถ้าเข้าไป (ครม.) แล้ว จะมีปัญหาภาพก้าวร้าวหรือไม่ ตอบได้เลยว่า ไม่ใช่คนอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่คบหาจะรู้ว่าจตุพรไม่ใช่คนมีปัญหาและไม่ได้ก้าวร้าว และแม้แต่ศัตรูก็ชื่นชมผมในเรื่องจิตใจและจุดยืน ซึ่งก็เคยสื่อผ่านส่วนตัวให้ทราบมาแล้ว

“เรารู้ว่าเราไม่ใช่เป็นไอ้เข้ขวางคลอง เป็นอุปสรรคอะไรกับใคร เพียงแต่ที่ผ่านมามันอยู่ในสถานการณ์การต่อสู้ของประชาชน และก็มีความตาย ในภาวะที่ถูกกระทำอย่างนั้น เขาต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง เราจะไปอ่อนแอกับภาวะอันนั้นไม่ได้ แต่ในโลกความเป็นจริง เราก็ใช้เหมือนกับมนุษย์ปกติทั่วไป ไม่มีใครไปยืนตะคอก หรือแสดงอาการกร้าว เพราะนั่นคือการอภิปรายและการปราศรัยที่ท่วงทำนองเราเป็นแบบนั้น”

จตุพร บอกว่า หลังการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตัวเขากลายเป็นผู้ถูกกระทำมากที่สุด เสมือนว่า ถ้าใครคิดจะทำลายความรู้สึกคนเสื้อแดง ก็ต้องทำลายผ่านร่างเขา เช่น เอาไปขัง ให้พ้นจากการเป็น สส. ต้องถูกถอนประกัน เหล่านี้ทำให้มวลชนผูกพันอย่างแปลกประหลาด

“คนที่ไม่เคยอยู่ในสนามรบจะไม่เข้าใจ คดีของผมไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวแม้แต่คดีเดียว เกิดจากการต่อสู้ทั้งนั้น นักรบไม่ว่าคุณเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณอยู่ในสนามรบ ดาบเป็นพันๆ เล่ม กระสุนอีก คุณไม่สามารถปฏิเสธร่องรอยบาดแผลได้ ผมจึงเป็นคนที่ได้คดีมากเป็นลำดับต้น แต่กลายเป็นว่า ยิ่งสู้มากเท่าไร จนศัตรูตกใจ มิตรก็เลยไปดูว่าศัตรูมันตกใจอะไร ก็เลยไปตกใจตามศัตรูเสียอีก” จตุพร หัวเราะแกมประชด พลางว่า

“นักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งอาจไม่เข้าใจ และไม่รู้จักประชาชน ผมเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเขาเดิมพันชัยชนะด้วยเลือด ชีวิต น้ำตา และเชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด แต่คนที่ไม่เคยอยู่ในสนามรบ มักจะประเมินค่าประชาชนต่ำต้อยเสมอ เพราะคิดว่าประชาชนซื้อได้ ซึ่งวันนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว”

ผู้นำเสื้อแดง ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตัวเขาขณะนี้ เพราะเป็นคนจริงจังกับชีวิต จึงไม่ทันเกม ไม่รู้ว่าหลุดเข้าไปอยู่ในดงละครที่เขากำลังแสดงกันอยู่

“การเมืองซึ่งดูเสมือนหนึ่งว่า แต่ละฝ่ายกำลังต่อสู้ห้ำหั่น รบกัน เราก็หลุดเข้าไปในสงครามอันนั้นพร้อมกับประชาชน โดยที่ไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นละครกัน แต่เราเจ็บจริง ตายจริง ถูกขังจริง ขณะที่นักแสดงหลักทั้งหลายเขาก็ยังแสดงละครกันอยู่ ผมถึงบอกว่า ผมเหมือนกับคนที่หลุดเข้าไปในดงละคร แต่ผลที่ผมได้รับทุกอย่างจริงหมด แต่หลายส่วนนั้น เขาก็ยังเดินละครกันต่อไป

มีค่าเป็นแค่ตัวประกอบ? “ผมไม่อยากคิดอย่างนั้น ... แต่หมายถึงว่า เราไม่ได้สู้เพื่อหวังอะไร เพราะเดิมเรามีชีวิตจากเสื้อผ้าชุดเดียว แทบไม่มีรองเท้าใส่อยู่แล้ว

แล้วละครเรื่องนี้จะจบเมื่อไร? ... จตุพรนิ่งนิด “ไม่มีใครตอบได้ เพียงแต่ว่า มาถึงจุดหนึ่ง ที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง เพราะความจริง คือ มีพี่น้องเราตาย เจ็บจริง ฉะนั้นของจริงอยู่ตรงนี้ ขอให้มองว่า ในการต่อสู้เวลารบศึก เขาจะต้องดำเนินการกับศัตรูที่เรายึดเมืองได้ แต่นี่เป็นศึกที่ประหลาด เพราะเมื่อชนะศึกเสร็จ กลับไปถามศัตรูว่า จะให้ผมไว้ชีวิตนักรบของผมคนไหนบ้าง มันไม่มีอยู่ในตำราพิชัยสงคราม”

ชะตากรรมนักรบ

แล้วละครเรื่องนี้มีผู้กำกับกี่คน? ... จตุพร บอกว่า ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น แต่มองว่า นี่เป็นสัญชาต ญาณของนักแสดงมากกว่า ใครจะกำกับให้แสดง เพราะตอนผมเข้าไปก็ไม่มีผู้กำกับ จึงไม่รู้ว่าเขากำลังแสดงละคร ฉะนั้นละครนี้อาจไม่มีผู้กำกับก็ได้ แต่เป็นละครที่แต่ละฝ่ายพร้อมใจกันแสดง เหมือนต่างคนต่างท่องบทกันมา เพียงแต่ว่า เราไม่เคยรู้บทเหล่านั้น เมื่อการต่อสู้ผ่านไป เราก็มานั่งทบทวน ปรากฏว่าส่วนที่เป็นส่วนของเรา มันเกิดเหตุการณ์จริงๆ หลายส่วนก็ยังเดินละครอยู่ต่อไป

คำตอบของจตุพร ชวนให้ถอดรหัสคิดว่า นักการเมืองที่มีอำนาจสร้างเรื่องการต่อสู้ขึ้นมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ ถ้าเป็นอย่างนั้น ละครเรื่องนี้ช่างโหดร้ายมาก มีคนตายเป็น 100 คน บาดเจ็บหลายพัน ใช้ความขัดแย้งเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ต่อข้อสงสัยนี้ จตุพร ตอบเพียงว่า ทุกคนรวมทั้งตัวเขาไม่รู้ว่าเข้าไปในดงละครและบังเอิญพื้นที่เหล่านั้นใช้กระสุนจริง

แล้วจะเป็นตัวประกอบในละครนี้ต่อไปแค่ไหน? จตุพรอึกอักเล็กน้อย “ต่อไปผมก็จะดูให้ดีว่า พอเข้าไปอยู่ในสนาม มีกล้องอยู่หรือเปล่า หมายความว่า มีคำว่าแอ็กชันไหม ถ้ามี ก็แสดงว่าเข้าไปในดงละครแล้ว (หัวเราะ) คราวนี้เราก็มีบทเรียนแล้วว่า คุณไม่ใช่นักแสดง คุณไปหลุดเข้าไปดงละครไม่ได้ เพราะสิ่งที่คุณได้รับ คือ ของจริงหมด ที่เหลือเขายังเดินละครอยู่ต่อไป”

ถามไปว่า ละครจะจบอย่างไร “จะจบแบบไหนไม่ทราบ เพราะผมไม่ใช่นักแสดงละคร”

กระนั้น จตุพร ทิ้งคำพูดว่า ทั้งหมดเป็นเพราะตัวเขาไม่เหมาะกับการเป็นนักการเมืองปกติ

“ถ้าผมคิดแบบนักการเมืองปกตินะ ผมก็เป็น สส.ได้ตลอดชีวิต เพราะอภิปรายในสภาดี ไม่ต้องมาติดคุก ต้องถูกไล่ล่า หารอยตำหนิทุกวัน”

ระหว่างการสนทนาช่วงหนึ่ง จตุพรยกเรื่องเล่าของ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้ประชาธิปไตย สมัยยังมีชีวิตที่ชอบนำเรื่อง “กบกับอึ่งอ่าง” มาให้ข้อคิด

จตุพร เล่าแทนว่า ในช่วงหน้าแล้งดินแตกระแหง จะได้ยินเสียงกบอ๊บๆๆ ร้องเรียกหาฝน กบร้องเป็นแรมเดือนกระทั่งฝนเทลงมา เมื่อออกมาเจอกับฝนก็ถูกจับตีกินหมด เสียงกบก็หายไป พอดินชุ่มฉ่ำหลังฝนเท เสียงอึ่งอ่างก็จะมาแทนที่ ทั้งที่ขณะนั้นอึ่งอ่างไม่รู้ไปอยู่ไหนในฤดูแล้ง แต่อึ่งอ่างมักจะมาตอนนาชุ่มฉ่ำเสมอ และอึ่งอ่างมักคิดว่า เป็นเจ้ายุทธภพของท้องทุ่งนา แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อเขาจัดการกินกบหมดแล้ว เขาก็กินอึ่งอ่างกันต่อ ฉะนั้นอึ่งอ่างก็ไม่รอด มันก็หมดไปจากท้องนาเช่นเดียวกัน

สิ้นคำว่า “อึ่งอ่างก็จะไม่รอด” จตุพรลากเสียงหัวเราะยาวด้วยความชอบใจ ก่อนว่า “เรื่องนี้ผมฟังตั้งแต่เด็ก แล้วผมก็เอาไปเล่าหลายที่เลยนะ”

สัจธรรมเรื่องนี้สอนอะไร? ... เจ้าตัวยิ้มนิ่ง “ก็ผมไม่รู้ว่าเมื่อไรดินจะแยก แตกระแหงอีก คือ ผมเจ็บจนขำนะ ช้ำจนชิน เหมือนการ์ตูนในสื่อ เขาเรียกผมว่า ตู่ทนได้”

วกกลับไปถามว่า ถ้าเข้าไปเป็นรัฐมนตรีอาจเป็นสายล่อฟ้าให้นายกฯ ปวดหัว จตุพร แย้งว่า ความจริงสายล่อฟ้าทำให้บ้านไม่ถูกฟ้าผ่านะ บ้านไหนไม่มีสายล่อฟ้า บ้านนั้นจะถูกฟ้าผ่า

“เราก็ต้องมองทุกอย่างอย่างมีสติ เหมือนพระอานนท์อยู่กับพระพุทธเจ้าเป็นคนที่รู้มากที่สุด แต่เป็นพระอรหันต์ลำดับท้ายๆ เหตุผลเดียวที่พระอานนท์ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะว่าท่านอยากเป็นพระอรหันต์ วันหนึ่งที่ท่านพูดว่า ท่านไม่อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว วันนั้นท่านก็เป็นพระอรหันต์ ในทางการเมืองก็เช่นกัน ผมไม่เคยบอกว่า ผมต้องเป็นอะไร วันนี้ปัญหาทั้งหมดเกิดจากที่อื่น ไม่ได้เกิดจากผม”

อยากฝากอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ไหม? น้ำเสียงเข้มของจตุพรลดลงรับรู้ว่า ยังมีความเคารพ พ.ต.ท.ทักษิณ “เราเป็นผู้น้อย แต่ผมมีความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง ท่านก็รู้ดีว่าผมเป็นคนอย่างไร”

แล้วกับคำพูดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ รับปากจะให้รัฐมนตรีจะทำอย่างไร

“ผมว่า เราก็ควรลืมๆ ไปซะ” จตุพรตอบสั้น

“ก็ทุกอย่างเรื่องที่ผ่านมา มันจบแล้วไง เราควรที่จะลุกขึ้นยืน เพราะมันเป็นปัญหาเรื่องอื่นแล้ว ถ้าเรามาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราจะทำอย่างอื่นได้ยาก ฉะนั้นเรื่อง ครม.ก็จบแล้ว”

ถามจริงๆ โดนหลอกไหม? ... “ไม่อ่ะ ผมว่าการต่อสู้ของประชาชนเป็นสิ่งงดงาม เพราะปี 2535 ผมยังไม่ได้รู้จักนายกฯ ทักษิณ ดังนั้นผมไม่ใช่เพิ่งมาสู้ แต่ผมสู้มานาน ไม่มีนายกฯ ทักษิณ ผมก็สู้ของผม”


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท