
สัมภาษณ์พิเศษ:เขากำลังเล่นละคร
เราเจ็บจริง ตายจริง ถูกขังจริง ขณะที่นักแสดงหลักทั้งหลายเขาก็ยังแสดงละครกันอยู่
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม ,ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ชะตากรรมนักรบ
"อาจเป็นชะตาลิขิตของเรา ที่คงจะเหมาะกับข้างถนนแล้วมั้ง หรือเหมือนเราดูสงคราม นักรบไปรบกลับมา บางสมรภูมิถูกไล่ต้อนกลับมาบาดเจ็บสาหัส ปรากฏว่าในเมืองกลับปิดประตูเมืองเสียอีก จนต้องรบตายอยู่คาประตูเมือง ทั้งที่ถ้าเปิดประตูเมืองได้เข้าไปก็จะรอดชีวิต"
ประโยคกินใจของ จตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวนคนเสื้อแดง ที่หลุดขบวนเก้าอี้รัฐมนตรีในการปรับครม.ปู 3 ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยรับปากว่าจะไม่ลืมจตุพรและจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีแน่ สุดท้ายสร้างความผิดหวังกับกองเชียร์เสื้อแดง จนเกิดแรงกระเพื่อมเพราะเห็นว่าจตุพรเป็นผู้นำที่เสียสละจึงควรได้รับตำแหน่งมากกว่านักรบห้องแอร์คนอื่น
การแถลงข่าวของจตุพรสัปดาห์ก่อนหลังไม่มีรายชื่อปรากฏในครม.ใหม่ ทิ้งสัจธรรมการเมืองหลายวรรคกระทบไปถึงผู้มีบารมีในรัฐบาล กระนั้นน้ำเสียงเขายังแกร่งและนิ่งลึก บอกตัวเองให้เข้มแข็งกับความรู้สึกที่ได้รับ "โพสต์ทูเดย์" บุกมาควักหัวใจลึกๆ ของขุนพลเสื้อแดงผู้นี้
"อาจเป็นชะตากรรมของผมก็ได้ เพราะกว่าจะได้เป็นอะไรก็ยากลำบาก ไม่มีใครถามเรื่องความรู้ความสามารถผมเลย ก่อนจะมาเป็น สส. ก็เป็นด้วยความลำบาก และเมื่อเป็นแล้วผมก็ทำหน้าที่ได้ดีจนเชื่อว่าต้องติดอยู่ใน1 ใน 5 ของผู้อภิปรายที่ดีที่สุดความเป็นนักสู้ในสนามรบ ผมก็หลายสนามแล้ว ตั้งแต่พฤษภา 2535 เป็นไม้สุดท้าย กระทั่งวันเดียวกันแต่คนละปี 19 พ.ค. 2553 ยังต้องอยู่เป็นผู้ยุติการชุมนุม"
คิดอย่างไรกับเหตุผลที่คนในรัฐบาลที่ออกมาค้านอ้างว่า ถ้าตั้งเป็นรัฐมนตรีจะทำให้รัฐบาลติดภาพความรุนแรง จตุพร อธิบายถึงบุคลิกตัวเองก่อนว่า อาจเป็นเพราะเป็นคนทำงานจริงจัง ไม่ว่าการปราศรัย การรับปากกับใครที่ต้องทำให้สำเร็จ เช่นสมมติว่าไปรบ จะยึดเมืองนี้ให้ได้ ก็จะไม่กลับจนกว่าจะยึดเมืองได้ บางคนอาจบอกว่า แค่เอาหมู่บ้านก็พอแล้ว แต่เห็นว่า เมื่อมีสัญญากันว่าเราจะต้องยึดเมืองให้ได้ ถ้าไม่ได้เมือง ก็ต้องนำศพกลับบ้านแทน
"ไม่ใช่ผมไม่ยืดหยุ่น เพราะผมเป็นคนรักษาสัญญา แต่บางเรื่องผมก็รู้จักแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง การที่ผมยึดคำพูดแบบนี้มันทำให้คนอื่นมองเราว่าพูดไม่รู้เรื่องความจริงผมเป็นคนที่พูดง่ายที่สุดเพราะผมไม่ได้พูดเรื่องว่าตัวเองต้องการอะไร"
ทีนี้ถามว่า ถ้าเข้าไป (ครม.) แล้ว จะมีปัญหาภาพก้าวร้าวหรือไม่ ตอบได้เลยว่า ไม่ใช่คนอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่คบหาจะรู้ว่าจตุพรไม่ใช่คนมีปัญหาและไม่ได้ก้าวร้าว และแม้แต่ศัตรูก็ชื่นชมผมในเรื่องจิตใจและจุดยืน ซึ่งก็เคยสื่อผ่านส่วนตัวให้ทราบมาแล้ว
"เรารู้ว่าเราไม่ใช่เป็นไอ้เข้ขวางคลอง เป็นอุปสรรคอะไรกับใคร เพียงแต่ที่ผ่านมามันอยู่ในสถานการณ์การต่อสู้ของประชาชน และก็มีความตาย ในภาวะที่ถูกกระทำอย่างนั้น เขาต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง เราจะไปอ่อนแอกับภาวะอันนั้นไม่ได้ แต่ในโลกความเป็นจริง เราก็ใช้เหมือนกับมนุษย์ปกติทั่วไป ไม่มีใครไปยืนตะคอก หรือแสดงอาการกร้าวเพราะนั่นคือการอภิปรายและการปราศรัยที่ท่วงทำนองเราเป็นแบบนั้น"
จตุพร บอกว่า หลังการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตัวเขากลายเป็นผู้ถูกกระทำมากที่สุดเสมือนว่า ถ้าใครคิดจะทำลายความรู้สึกคนเสื้อแดงก็ต้องทำลายผ่านร่างเขา เช่น เอาไปขัง ให้พ้นจากการเป็น สส. ต้องถูกถอนประกัน เหล่านี้ทำให้มวลชนผูกพันอย่างแปลกประหลาด
"คนที่ไม่เคยอยู่ในสนามรบจะไม่เข้าใจ คดีของผมไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวแม้แต่คดีเดียวเกิดจากการต่อสู้ทั้งนั้น นักรบไม่ว่าคุณเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณอยู่ในสนามรบ ดาบเป็นพันๆ เล่ม กระสุนอีก คุณไม่สามารถปฏิเสธร่องรอยบาดแผลได้ ผมจึงเป็นคนที่ได้คดีมากเป็นลำดับต้น แต่กลายเป็นว่า ยิ่งสู้มากเท่าไร จนศัตรูตกใจ มิตรก็เลยไปดูว่าศัตรูมันตกใจอะไร ก็เลยไปตกใจตามศัตรูเสียอีก"จตุพร หัวเราะแกมประชด พลางว่า
"นักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งอาจไม่เข้าใจ และไม่รู้จักประชาชน ผมเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคนเสื้อแดงเขาเดิมพันชัยชนะด้วยเลือด ชีวิต น้ำตาและเชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด แต่คนที่ไม่เคยอยู่ในสนามรบ มักจะประเมินค่าประชาชนต่ำต้อยเสมอ เพราะคิดว่าประชาชนซื้อได้ซึ่งวันนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว"
ผู้นำเสื้อแดง ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตัวเขาขณะนี้ เพราะเป็นคนจริงจังกับชีวิต จึงไม่ทันเกม ไม่รู้ว่าหลุดเข้าไปอยู่ในดงละครที่เขากำลังแสดงกันอยู่
"การเมืองซึ่งดูเสมือนหนึ่งว่า แต่ละฝ่ายกำลังต่อสู้ห้ำหั่น รบกัน เราก็หลุดเข้าไปในสงครามอันนั้นพร้อมกับประชาชน โดยที่ไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นละครกัน แต่เราเจ็บจริง ตายจริง ถูกขังจริง ขณะที่นักแสดงหลักทั้งหลายเขาก็ยังแสดงละครกันอยู่ผมถึงบอกว่า ผมเหมือนกับคนที่หลุดเข้าไปในดงละคร แต่ผลที่ผมได้รับทุกอย่างจริงหมด แต่หลายส่วนนั้น เขาก็ยังเดินละครกันต่อไป
มีค่าเป็นแค่ตัวประกอบ?"ผมไม่อยากคิดอย่างนั้น ... แต่หมายถึงว่า เราไม่ได้สู้เพื่อหวังอะไรเพราะเดิมเรามีชีวิตจากเสื้อผ้าชุดเดียว แทบไม่มีรองเท้าใส่อยู่แล้ว
แล้วละครเรื่องนี้จะจบเมื่อไร?... จตุพรนิ่งนิด"ไม่มีใครตอบได้ เพียงแต่ว่า มาถึงจุดหนึ่ง ที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง เพราะความจริง คือ มีพี่น้องเราตาย เจ็บจริง ฉะนั้นของจริงอยู่ตรงนี้ ขอให้มองว่า ในการต่อสู้เวลารบศึก เขาจะต้องดำเนินการกับศัตรูที่เรายึดเมืองได้ แต่นี่เป็นศึกที่ประหลาด เพราะเมื่อชนะศึกเสร็จกลับไปถามศัตรูว่า จะให้ผมไว้ชีวิตนักรบของผมคนไหนบ้างมันไม่มีอยู่ในตำราพิชัยสงคราม"
แล้วละครเรื่องนี้มีผู้กำกับกี่คน?... จตุพร บอกว่าไม่ได้มองไกลขนาดนั้น แต่มองว่า นี่เป็นสัญชาตญาณของนักแสดงมากกว่า ใครจะกำกับให้แสดงเพราะตอนผมเข้าไปก็ไม่มีผู้กำกับ จึงไม่รู้ว่าเขากำลังแสดงละคร ฉะนั้นละครนี้อาจไม่มีผู้กำกับก็ได้ แต่เป็นละครที่แต่ละฝ่ายพร้อมใจกันแสดง เหมือนต่างคนต่างท่องบทกันมา เพียงแต่ว่า เราไม่เคยรู้บทเหล่านั้น เมื่อการต่อสู้ผ่านไปเราก็มานั่งทบทวนปรากฏว่าส่วนที่เป็นส่วนของเรา มันเกิดเหตุการณ์จริงๆ หลายส่วนก็ยังเดินละครอยู่ต่อไป
คำตอบของจตุพร ชวนให้ถอดรหัสคิดว่า นักการเมืองที่มีอำนาจสร้างเรื่องการต่อสู้ขึ้นมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ ถ้าเป็นอย่างนั้นละครเรื่องนี้ช่างโหดร้ายมากมีคนตายเป็น 100 คนบาดเจ็บหลายพัน ใช้ความขัดแย้งเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ต่อข้อสงสัยนี้ จตุพร ตอบเพียงว่า ทุกคนรวมทั้งตัวเขาไม่รู้ว่าเข้าไปในดงละครและบังเอิญพื้นที่เหล่านั้นใช้กระสุนจริง
แล้วจะเป็นตัวประกอบในละครนี้ต่อไปแค่ไหน? จตุพรอึกอักเล็กน้อย "ต่อไปผมก็จะดูให้ดีว่า พอเข้าไปอยู่ในสนาม มีกล้องอยู่หรือเปล่าหมายความว่า มีคำว่าแอ็กชันไหม ถ้ามี ก็แสดงว่าเข้าไปในดงละครแล้ว (หัวเราะ) คราวนี้เราก็มีบทเรียนแล้วว่า คุณไม่ใช่นักแสดง คุณไปหลุดเข้าไปดงละครไม่ได้ เพราะสิ่งที่คุณได้รับคือ ของจริงหมด ที่เหลือเขายังเดินละครอยู่ต่อไป"
ถามไปว่า ละครจะจบอย่างไร "จะจบแบบไหนไม่ทราบ เพราะผมไม่ใช่นักแสดงละคร"
กระนั้น จตุพร ทิ้งคำพูดว่า ทั้งหมดเป็นเพราะตัวเขาไม่เหมาะกับการเป็นนักการเมืองปกติ
"ถ้าผมคิดแบบนักการเมืองปกตินะ ผมก็เป็นสส.ได้ตลอดชีวิต เพราะอภิปรายในสภาดี ไม่ต้องมาติดคุก ต้องถูกไล่ล่า หารอยตำหนิทุกวัน"
ระหว่างการสนทนาช่วงหนึ่ง จตุพรยกเรื่องเล่าของ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้ประชาธิปไตย สมัยยังมีชีวิตที่ชอบนำเรื่อง"กบกับอึ่งอ่าง"มาให้ข้อคิด
จตุพร เล่าแทนว่า ในช่วงหน้าแล้งดินแตกระแหง จะได้ยินเสียงกบอ๊บๆๆ ร้องเรียกหาฝนกบร้องเป็นแรมเดือนกระทั่งฝนเทลงมา เมื่อออกมาเจอกับฝนก็ถูกจับตีกินหมด เสียงกบก็หายไปพอดินชุ่มฉ่ำหลังฝนเท เสียงอึ่งอ่างก็จะมาแทนที่ทั้งที่ขณะนั้นอึ่งอ่างไม่รู้ไปอยู่ไหนในฤดูแล้ง แต่อึ่งอ่างมักจะมาตอนนาชุ่มฉ่ำเสมอ และอึ่งอ่างมักคิดว่า เป็นเจ้ายุทธภพของท้องทุ่งนา แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อเขาจัดการกินกบหมดแล้วเขาก็กินอึ่งอ่างกันต่อ ฉะนั้นอึ่งอ่างก็ไม่รอด มันก็หมดไปจากท้องนาเช่นเดียวกัน
สิ้นคำว่า "อึ่งอ่างก็จะไม่รอด" จตุพรลากเสียงหัวเราะยาวด้วยความชอบใจ ก่อนว่า"เรื่องนี้ผมฟังตั้งแต่เด็กแล้วผมก็เอาไปเล่าหลายที่เลยนะ"
สัจธรรมเรื่องนี้สอนอะไร?... เจ้าตัวยิ้มนิ่ง "ก็ผมไม่รู้ว่าเมื่อไรดินจะแยกแตกระแหงอีก คือ ผมเจ็บจนขำนะ ช้ำจนชิน เหมือนการ์ตูนในสื่อเขาเรียกผมว่า ตู่ทนได้"
วกกลับไปถามว่า ถ้าเข้าไปเป็นรัฐมนตรีอาจเป็นสายล่อฟ้าให้นายกฯ ปวดหัว จตุพร แย้งว่าความจริงสายล่อฟ้าทำให้บ้านไม่ถูกฟ้าผ่านะบ้านไหนไม่มีสายล่อฟ้า บ้านนั้นจะถูกฟ้าผ่า
"เราก็ต้องมองทุกอย่างอย่างมีสติ เหมือนพระอานนท์อยู่กับพระพุทธเจ้าเป็นคนที่รู้มากที่สุด แต่เป็นพระอรหันต์ลำดับท้ายๆ เหตุผลเดียวที่พระอานนท์ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพราะว่าท่านอยากเป็นพระอรหันต์ วันหนึ่งที่ท่านพูดว่าท่านไม่อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว วันนั้นท่านก็เป็นพระอรหันต์ ในทางการเมืองก็เช่นกัน ผมไม่เคยบอกว่า ผมต้องเป็นอะไร วันนี้ปัญหาทั้งหมดเกิดจากที่อื่นไม่ได้เกิดจากผม"
อยากฝากอะไรถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ไหม? น้ำเสียงเข้มของจตุพรลดลงรับรู้ว่า ยังมีความเคารพพ.ต.ท.ทักษิณ "เราเป็นผู้น้อย แต่ผมมีความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง ท่านก็รู้ดีว่าผมเป็นคนอย่างไร"
แล้วกับคำพูดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ รับปากจะให้รัฐมนตรีจะทำอย่างไร
"ผมว่า เราก็ควรลืมๆ ไปซะ"จตุพรตอบสั้น"ก็ทุกอย่างเรื่องที่ผ่านมามันจบแล้วไง เราควรที่จะลุกขึ้นยืน เพราะมันเป็นปัญหาเรื่องอื่นแล้ว ถ้าเรามาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราจะทำอย่างอื่นได้ยาก ฉะนั้นเรื่องครม.ก็จบแล้ว"
ถามจริงๆ โดนหลอกไหม? ... "ไม่อ่ะ ผมว่าการต่อสู้ของประชาชนเป็นสิ่งงดงาม เพราะปี2535 ผมยังไม่ได้รู้จักนายกฯ ทักษิณ ดังนั้นผมไม่ใช่เพิ่งมาสู้ แต่ผมสู้มานาน ไม่มีนายกฯ ทักษิณผมก็สู้ของผม"
ตู่เบรฟฮาร์ต
จตุพร เล่าว่า ตัวเขาเป็นมนุษย์ที่มีทางเลือกจำกัด เวลาคบกับใครก็มักมีทางเลือกทางเดียวเท่านั้นไม่ได้เผื่อทางเลือกที่สองหรือเผื่อใจกับความผิดหวังไว้ ยิ่งมีความตายการสูญเสียอิสรภาพ มาค้ำคอไว้ด้วยจึงไม่มีทางเลือกให้ไปคิดเป็นอย่างอื่น
"แต่ผมยังโชคดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเล็กกว่าคนที่ตาย บาดเจ็บ คนที่สูญสิ้นอิสรภาพ ฉะนั้นผมจึงไม่มีอารมณ์ที่ไปไกลมากกว่านี้ แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนที่รู้ร้อนรู้หนาว อาจจะมีความรู้สึกบ้าง แต่ว่าเป็นความรู้สึกที่ถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเราต้องลุกขึ้นมาและตื่นมาเราก็รู้ว่าเราเป็นคนธรรมดา ยังเป็นปกติ"
จตุพร บอกด้วยว่า ในบรรดาหมู่มิตรแท้ จะรู้ว่าจุดเดือดที่สุดของผมก็คือ จุดเยือกแข็งของผม ในสถานการณ์ความเป็นความตาย ผมจะกลายเป็นคนที่นิ่งที่สุดที่จะดำเนินการอะไร ตั้งแต่สมรภูมิพฤษภา 2535 กระทั่งปัจจุบัน ผมไม่เคยตื่นตระหนก
ถามไปว่า แล้วตอนนี้เยือกแข็งไหมเห็นดูนิ่งน่ากลัว... เจ้าตัวหัวเราะ
"ไม่ได้น่ากลัว เพราะเราไม่ได้คิดอะไร เหมือนบางคนที่จะต้องคิดว่าถ้าไม่ได้เป็น แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ"
ชีวิตที่ต้องเป็นนักรบทางการเมืองของจตุพร จิตใจต้องแกร่งโดยเฉพาะการเป็นคนเสื้อแดง เขาบอกว่า การที่ไม่ติดคุก ถือว่าโชคดีเป็นวันๆ
ตู่ยกตัวอย่างหนังเบรฟฮาร์ต วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ เขาว่าเป็นหนังบอกเล่าเรื่องราวของวิลเลียม วอลเลซ วีรบุรุษชาวสกอตแลนด์ที่ปลุกระดมชาวสกอตแลนด์ให้ปลดตนเองเป็นอิสรภาพ ออกจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ โดยวิลเลียมใจสลายก่อน ทำให้ถูกจับ และแม้วิลเลียมจะตายถูกประหารชีวิต แต่เขาไม่ได้แพ้
"ประวัติศาสตร์นี้ เราก็มาคิด เราอย่าให้ใจแพ้เด็ดขาด แม้กายจะแพ้ก็ตาม ฉะนั้นเราต้องฟื้นใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นมายาสมมติ"
กลิ่นอายทัพใหญ่ไล่ปู
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในนามกลุ่มพิทักษ์สยามภายใต้การนำของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย และเครือข่ายชุมนุมกันที่สนามม้านางเลิ้ง แม้คนในรัฐบาลออกมาประเมินไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีการอ้างจำนวนผู้ชุมนุมแค่หยิบมือ ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ ทว่า มุมมองนักเคลื่อนไหวอย่างจตุพรกลับมองตรงข้ามรัฐบาล
"การเคลื่อนไหวของกลุ่มสนามม้าไม่ธรรมดาผมไม่ได้ประเมินจากสิ่งปรากฏ แต่ประเมินจากข้อเท็จจริงเหมือนช่วงที่มีการชุมนุมก็ได้รับข้อมูลจากทหารแตงโมเช่นเดียวกัน เราเห็นปรากฏการณ์ขับเคลื่อนไม่ธรรมดาและให้ดูเกี่ยวเนื่องกับปฏิทินภารกิจนายกฯ ซึ่งไม่แตกต่างจากสมัยอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เดินทางไปอินเดีย
จตุพร ย้ำ ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม เราในฐานะอยู่ในสนามนี้ย่อมได้กลิ่นอาย เพราะว่าอยู่ในสนามรบมาโดยตลอด หูแนบพื้นย่อมได้ยินเสียงม้าแล้ว แต่บางคนไม่เคยอยู่ในสนามรบไม่รู้แต่นักรบอยู่ในสนามรบรู้แล้วว่าใกล้แล้ว
"ผมเชื่อว่านักการเมืองด้วยกันแต่ละฝ่ายการระดมคนหลักแสนไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่ว่าจิตใจผู้ที่มาจะแตกต่างกันเท่านั้นเอง เหมือนคนเสื้อแดงเราปลูกฝังเรื่องจิตวิญญาณแต่ลำพังนักการเมืองด้วยกัน คิดแบบนักการเมืองด้วยกันที่คิดว่าคนไม่มี คิดผิด นักการเมืองมันทำเป็นทั้งนั้น เช่นเดียวกับนักจัดตั้งภาคประชาชนก็ทำเป็นทั้งนั้น วิชานี้ไม่ใช่ว่าเรียนรู้ได้เฉพาะฝ่ายเรา ฝ่ายเขาก็ทำเป็น เพียงแต่ว่าฝ่ายเขาจะได้อุดมการณ์ได้คนที่มีจิตวิญญาณเหมือนฝ่ายเราหรือเปล่า นี่ต่างหากที่เป็นประเด็น"
แกนนำคนเสื้อแดงยังมองการเคลื่อนไหวนอกสภาของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่วันนี้มีการปรับกลยุทธ์เหมือนการเคลื่อนไหวเสื้อแดง
"ต้องยอมรับความจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ปรับกระบวนทัพภายใต้ข้อเสนอของสุเทพ เทือกสุบรรณ สิ่งที่สุเทพพูดหลังเลือกตั้งไม่ได้แพ้เพื่อไทยแต่แพ้กระบวนการเสื้อแดงเขาจึงปรับทัพตามเสื้อแดงหมด เสื้อแดงมีทีวีเขาก็มีทีวี เสื้อแดงเดินสายปราศรัยถ่ายทอดออกโทรทัศน์เขาก็เดินสาย และการเดินสายของเขาเป็นระบบ คนฟังไม่ต้องจัดมาก แต่เขาต้องการพูดถ่ายทอดโทรทัศน์ ต้องเข้าใจว่าถ้าเทียบคนพูดการชุมนุม พันธมิตรกับการปราศรัยพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรพูดเป็นไม่กี่คน ที่เหลือเป็นอารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นระบบ การพูดจะเท็จจริงนำเสนอเป็นระบบได้มากกว่า"
จตุพร บอกว่า ขนาดเราเจอ สนธิ ลิ้มทองกุลและขบวนการพันธมิตรฯ ยังเซ ส่วนประชาธิปัตย์กำลังเดินสายจัดเวทีผ่าความจริง ฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ใช่คนฟังปราศรัย 500 แต่คุณพูดกับคนได้ทั่วโลกโดยผ่านโทรทัศน์ซึ่งเขาเอาแบบนี้ นอกจากนี้เขานำเสนอผ่านโรงเรียนการเมือง เขาก็ใส่ความคิดความอ่านเหมือนโรงเรียน นปช. ที่มีประสิทธิภาพ
"ปชป.จะขยับคนได้ง่ายกว่าในอดีต เพราะสิ่งที่เขาเดินไปนั้น คนฟัง 30 ครั้งถ้าฟังอยู่เหมือนเดิม ผมเชื่อว่าเกินครึ่งย่อมคล้อยตามหลงเชื่อผมเคยประเมินสถานการณ์แจ้งกับผู้รับผิดชอบว่าอย่าประมาทสถานการณ์นี้นะ เพราะเราเคยทำอย่างนี้มาก่อน เพียงแต่ว่าท่วงทำนองที่แตกต่าง ฉะนั้นสิ่งที่เขาทำมันขยายตัว ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเสธ.อ้าย คือสิ่งสมมติมาเท่านั้นเอง แต่ว่าขบวนการจัดการทั้งหมดที่มาสนามม้าจิ๊บๆ ผมรู้เลยว่าทัพหลังจะเป็นทัพใหญ่กว่าและทำให้ใหญ่กว่าเรื่อยๆ"
นี่คือการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพขบวนการล้มรัฐบาลตามมุมมองแกนนำเสื้อแดง
"สนามม้าเห็นได้ชัดเปลี่ยนเพียงแค่หัวนำเปลี่ยนสถานที่ ที่เหลือเหมือนเดิมหมด ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรแตกต่าง ฉะนั้นประชาธิปัตย์ถือเป็นหุ้นหนึ่ง งานนี้มีหลายหุ้น ต้องพัฒนาการตามลำดับผมเชื่อว่าศึกนี้เขาไม่ทำยืดเยื้อหรอกส่วนใช้อำนาจนอกระบบหรือเปล่า การล้มจริงๆ ไม่จำกัดวิธีการ และถ้าใครประเมินต่ำ คิดผิดมากที่สุด"
หันมามองปมร้อนในรัฐบาลให้จตุพรชั่งน้ำหนัก ระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.ปรองดอง อะไรที่ทำได้และไม่ได้
"เรื่องกฎหมายปรองดองเดินยากแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าไม่เดินจะกลายเป็นเงื่อนไขให้กองเชียร์รัฐบาลเล่นงานรัฐบาลเอง เพราะรัฐบาลปราศรัยมาถึง 2 ครั้ง ถ้าแก้ไม่สำเร็จแต่คนเห็นความมุ่งมั่น ประชาชนก็ยืนอยู่ข้าง แต่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้เรื่อยๆจนไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น สมมติวันหนึ่งมีการเลือกตั้ง ใครพูดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนจะหัวเราะ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายปรองดอง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสำเร็จหรือไม่จตุพรเชื่อจะมีการไล่รัฐบาลอยู่ดี"ถ้าคุณไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็พูดเรื่องทุจริตเป็นหลักคุณแก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็พูดเรื่องทุจริตการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองบ้างตามข้อกล่าวหาอยู่ที่บริบทไหน แต่เป้าเขาต้องการล้ม"
อย่าโง่หลงภาพลวงตา
ก่อนหน้านี้จตุพรเข้าพบผู้ใหญ่ในพรรคพยายามสื่อสารสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ย. และต่อจากนี้
"ผมเองก็สื่อสารไปทีนี้มี2 อย่าง หนึ่ง เชื่อไหมเชื่อแล้ววางแผนรับมืออย่างมีสติสอง ไม่เชื่อและโง่อีกเราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเองคิดว่าไม่ต้องการให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายกันอีก เป็นสิ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น"
แม้จะมองว่ารัฐบาลมีเสียงข้างมากล้มไม่ได้ หรือล้มแล้วก็กลับมาใหม่ เพราะคนสนับสนุนจำนวนมากแต่จตุพรบรรลุสัจธรรมการต่อสู้การเมืองไปแล้ว บนโลกความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเปรียบเทียบสมัยรัฐบาลทักษิณมีจำนวนเสียง 300 กว่าเสียง มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีบุคลากรเทคโนแครตและนักการเมือง แต่สุดท้ายก็ล้มได้
จตุพรให้คำแนะนำว่าคนมีหน้าที่รับผิดชอบการข่าว จะต้องเรียกมาทั้งหมดไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตามสภาความมั่นคงแห่งชาติสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลหรือหน่วยงานข่าวมหาดไทยไม่ได้ขออะไร ขอให้พูดความจริง เพราะว่าหลายส่วนต้องการพูดให้รัฐบาลมีความสุขบนพื้นฐานความเท็จ และรัฐบาลก็ประเมินผิด หลายรัฐบาลอยู่กับความสุขของข่าว คนมาชุมนุมเป็นพันคนแต่บอกมาร้อยคน มาหมื่นบอกพัน มาแสนบอกหมื่นจนกระทั่งคนเต็มท้องถนนรัฐบาลถึงบอกว่านึกไม่ถึง
"เราเป็นรัฐต้องใช้อำนาจให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ถ้าเราทำอะไรไม่ได้ก็ควรจะได้ความจริง ความจริงจะได้แก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตรงจุดฉะนั้น ณ ขณะนี้จะออกมุมไหนยังยากที่จะคาดเดาเพราะว่าในกระดานนี้สามารถออกได้หลายมุมเหลือเกิน"
จตุพรเปรียบเปรยว่า การที่รัฐบาลนี้ใช้วิธีพูดน้อยเพื่อไม่ต้องการตอบโต้เหมือนสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มันไม่ได้ เพราะสมัย พล.อ.เปรมคุมกลไกอำนาจรัฐไว้ทั้งหมด
มองตาก็รู้ใจกัน บริบทจึงต่างจากรัฐบาลนี้มาก ดังนั้นรัฐบาลจะใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวคงไม่ได้การไม่ชี้แจงปัญหาแต่ละเรื่องมันอาจสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อยๆเหมือนยุครัฐบาลทักษิณ ที่มีเรื่องหนึ่งเรื่องสองเรื่องสามประดังเข้ามา จนรัฐบาลไม่รู้ชี้แจงเรื่องไหนก่อนเรื่องเลยบานปลาย
"วันนี้ผมถึงบอกว่า ต่อให้พับเพียบ ขัดตะหมาด พนมมือ ยืนตรง เขาก็ไล่คุณอยู่ดีเพียงแต่ว่านั่งพับเพียบ เขาจะไล่อีกแบบหนึ่ง คุกเข่าจะไล่อีกแบบ ยืนตรง เขาจะให้เหตุผลอีกแบบ"จตุพร เตือน







