posttoday
ทุนชีวิต

ทุนชีวิต

03 พฤศจิกายน 2555

ผมแต่งงานกับคุณเพ็ญพรรณเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2510 โดยที่แม่ก็ยังไม่เต็มใจนักแต่ก็ไม่คัดค้าน

โดย...ประมนต์ สุวงศ์

ผมแต่งงานกับคุณเพ็ญพรรณเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2510 โดยที่แม่ก็ยังไม่เต็มใจนักแต่ก็ไม่คัดค้าน

ผู้ใหญ่ที่ไปสู่ขอคุณเพ็ญพรรณตามประเพณีให้คือ คุณจรัส ชูโต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการที่บริษัท เอสโซ่ นอกจากท่านจะเป็นผู้มีพระคุณกับเราทั้งสองในเรื่องนี้แล้ว ท่านยังมีบทบาทในอนาคตของการทำงานของผมอีกด้วย

เตี่ยรู้ว่าแม่ยังไม่ค่อยพอใจจึงไม่อยากขัดใจแต่ได้มอบเงินให้ผม 5 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแหวนหมั้นและจัดงาน

สมัยนั้นเงินจำนวนนี้ถือว่ามากโข เพราะเพชรหนึ่งกะรัตราคาเพียงหมื่นบาทเศษๆ เท่านั้น และค่าจัดงานเลี้ยงค่าอาหารคนละ 100 บาทก็เหลือรับประทานแล้ว อย่างไรก็ตาม คุณเพ็ญพรรณกับผมตกลงกันว่า จะใช้เงินตัวเองซื้อแหวนหมั้น

ขณะนั้นผมเก็บเงินไว้ได้หมื่นบาทเศษๆ จึงซื้อแหวนหมั้นได้หนึ่งกะรัต ในราคา 1.75 หมื่นบาท เรียกว่าพอออกแขกได้ ถ้าเทียบกับทรัพย์ที่หาได้ภายหลังเพชรเม็ดนี้อาจขี้เหร่หน่อยแต่กลับมีค่าทางจิตใจของเรามากที่สุด

วันหมั้นนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก แค่เอาเพชรเม็ดนี้ใส่กระเป๋ากางเกงไป ถึงเวลาก็ควักออกมาสวมนิ้วให้เป็นอันจบพิธี เดี๋ยวนี้อยู่กินกันมาเป็นเวลา 44 ปีแล้ว ก็เป็นสุขดี

นี่เป็นเครื่องพอพิสูจน์ได้ว่า พิธีหรือฟอร์มนั้นไม่สำคัญเท่ากับสาระของเรื่อง

ผมเองเป็นคนไม่ชอบพิธีกรรมต่างๆ มาแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ บ่อยครั้งที่ต้องทำไปตามประเพณีนิยม แต่ถ้าเลือกได้ทำอะไรง่ายๆ ดีที่สุด ดีว่าคุณเพ็ญพรรณมีนิสัยคล้ายๆ กัน ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างแบบไม่มีเหตุผล เลยเข้ากันได้อย่างดี

เมื่อแต่งงานเสร็จเรียบร้อย คุณเพ็ญพรรณก็ย้ายมาอยู่กับผมที่บ้านเช่า ภายในบริเวณบ้านของคุณไพโรจน์ บูลภักดิ์ ที่ซอยงามดูพลี

ตอนเริ่มต้นเรามีสมบัติแค่พอแต่งห้อง คงเข้าข่ายเสื่อผืนหมอนใบได้เพราะมีแค่เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหารเล็กๆ และของใช้กระจุกกระจิกอีกไม่กี่ชิ้น ผิดกับเดี๋ยวนี้ที่มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยข้าวของ ไม่รู้ว่ามาจากไหน บ้านพักอื่นอีก 2-3 แห่งก็เต็มไปด้วยข้าวของอย่างนี้เหมือนกัน

เรากำลังทำข้อตกลงกันว่า อีก 2-3 ปี จะพากันย้ายไปอยู่คอนโดมิเนียมกันเพียงสองคนตายาย เป็นห้องที่มีพื้นที่สัก 100 ตารางเมตรเศษๆ และมีของที่ต้องใช้จริงๆ เท่านั้นก็พอ

ผมตั้งใจว่า จะพยายามทำความฝันกลางวันนี้เป็นจริงให้ได้สักวัน

พอแต่งได้ไม่นานเราต้องแยกกันอยู่ในระยะสั้นๆ พักหนึ่ง เพราะผมต้องไปฝึกงานที่สิงคโปร์ 1 เดือน พอกลับมาแล้วคุณเพ็ญพรรณไปอบรมที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเวลา 3 เดือน

เกือบ 2 ปีหลังจากอยู่ด้วยกัน เราถึงมีลูกคนแรกเป็นลูกสาว เมื่อเดือน มิ.ย. 2512

ตอนนั้นเห็นสมควรขยับขยายที่พัก ย้ายไปอยู่บ้านน้องสาวคุณเพ็ญพรรณที่ซอยกลาง (สุขุมวิท 49) ในที่สุดได้ย้ายไปอยู่กับคุณแม่คุณเพ็ญพรรณที่บ้านซอย ร.ส.พ.นิเวศน์ บางเขน เพื่อที่จะได้มีผู้ใหญ่ช่วยดูแลลูกสาวในช่วงกลางวันที่เราทั้งสองคนไปทำงาน

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มีกิจวัตรอย่างหนึ่งซึ่งผมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ คือ การไปเยี่ยมเตี่ย แม่และพี่น้องในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

ก่อนแต่งงานผมมักจะไปค้างคืนในวันเสาร์หรือวันศุกร์แล้วแต่สะดวก แต่เมื่อแต่งงานแล้วเราจะไปเฉพาะกลางวันและทานข้าวกลางวันกับครอบครัวแล้วจึงกลับกรุงเทพฯ

ถ้าเป็นวันหยุดยาวๆ ก็อาจพาลูกๆ ไปค้างด้วยบ้าง ช่วงหลังๆ เตี่ยและแม่อยู่ที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร เป็นส่วนใหญ่ เราก็ขับรถไปที่นั่นซึ่งใช้เวลาไม่มาก การเดินทางสะดวกและการจราจรยังไม่หนาแน่นเหมือนปัจจุบัน

ผมทำเช่นนี้มาโดยตลอด จนเตี่ยและแม่จากพวกเราไป

ผมตั้งใจปฏิบัติเช่นนี้ เพราะสำนึกว่าสมัยเด็กและวัยหนุ่มไม่มีเวลาได้อยู่กับพ่อแม่มากนัก ไม่ได้พูดคุยกับท่านอย่างสบายๆ เมื่อถึงเวลาจึงถือเป็นหน้าที่ที่ควรทำ

ในระยะนั้น การบริหารธุรกิจของครอบครัวเริ่มปล่อยให้น้องๆ ช่วยกันดูแล เตี่ยและแม่เป็นเพียงที่ปรึกษา เตี่ยมักใช้เวลาว่างอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูทีวี เพื่อติดตามข่าวและสถานการณ์รอบโลก แม่ทำขนมหรือเข้าครัวและไปตลาดเป็นการพักผ่อน เวลาไปเยี่ยมส่วนใหญ่ผมจึงมักจะนั่งคุยกับเตี่ยนานๆ เสมอ

ท่านหยุดงานแต่ไม่หยุดคิด ยังสนใจธุรกิจใหม่ๆ และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของประเทศและของโลกอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็เล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟัง ผมก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ท่านจึงมีความสุขที่ได้คุยได้เล่าเรื่องต่างๆ เวลาเล่าท่านมักมีคำพังเพยและสุภาษิตจีนประกอบการสนทนามากมาย ผมนิสัยไม่ดีที่ไม่จดบันทึกไว้เพราะคิดว่าจำได้หมด ถึงเวลาเข้าจริงๆ น่าเสียดาย ลืมเกือบหมด แต่มีคำสอนของท่านข้อหนึ่งที่ผมจำได้ดีและนำไปใช้ในการทำงานแล้วได้ผลดีมาก นั่นคือ ท่านบอกว่าในการเจรจาการค้า อย่านึกว่าเขาโง่กว่าเรา จะเจรจาอะไรก็เหลือผลประโยชน์ไว้ให้คู่เจรจาบ้าง เขากินข้าวเหมือนเรา ไม่ได้กินแกลบ

ขณะที่ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ต้องดูแลเรื่องการร่วมทุนทั้งคนไทยและต่างชาตินั้น เวลาทำข้อตกลงต่างๆ ผมมักนึกถึงข้อคิดนี้เสมอ

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จและมีผลงานเหลือไว้จนถึงปัจจุบันก็มาจากคำสอนนี้ของเตี่ยเรื่องนี้นั่นเอง

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท