
ชมรมคนทนไม่ไหว
เราสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงทำท่าตื่นเต้นกับการที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องรีบปรับคณะรัฐมนตรี ใน
โดย...ภุมิรัตน์ ทักษาดิพงษ์
เราสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงทำท่าตื่นเต้นกับการที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจนต้องรีบปรับคณะรัฐมนตรี ในเมื่อรัฐบาลซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศที่จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนดีขึ้น น่าจะรู้ดีกว่าคนอื่นว่ามีผลงานอะไรบ้างที่สามารถจะชี้แจงต่อฝ่ายค้านได้ พอยกมือรัฐบาลก็ชนะอย่างท่วมท้นเช่นทุกครั้ง
เช่นเดียวกับการที่ “องค์การพิทักษ์สยาม” จัดชุมนุมที่สนามม้าราชตฤณมัยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา ทำไมรัฐบาลจึง “เก็บอาการไม่อยู่” การที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ รวมทั้งคนในรัฐบาลออกมาเรียกร้องให้ชุมนุมโดยสงบ สันติ ใช้วิถีทางรัฐสภานั้น ทำให้คนหัวเราะเยาะโดยมองว่ารัฐบาลควรไปบอกกลุ่มเสื้อแดงมากกว่า เช่นเดียวกับการที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้นำปัญหาเข้าอภิปรายในสภา ในขณะที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยไปตอบกระทู้ในสภาเลย ยิ่งพูดยิ่งฟ้องตัวเอง
เรามองว่านี่เป็นกระบวนตรวจสอบตามปกติในระบอบประชาธิปไตย เป็นระบบ “การตรวจสอบคู่ขนาน” โดยฝ่ายค้านตรวจสอบทางสภา ส่วนภาคประชาสังคมก็ตรวจสอบนอกสภา ทำคู่ขนานกันไป เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ก็ต้องพร้อมที่จะให้ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมตรวจสอบได้ หากรัฐบาลทำดีมีประโยชน์แล้วต้องไม่กลัวการตรวจสอบไม่ว่าจะในสภาหรือนอกสภา
ทำไมคนในรัฐบาลถึง “เก็บอาการไม่อยู่” กับผลการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนมามากเกินจากที่รัฐบาลคาดไว้ว่าคนจะมาในระดับพันต้นๆ เท่านั้น
รัฐบาลต้องคิดทบทวนแล้วว่า ทำไมคนจึงมาร่วมมากมายเกินคาด ซึ่งประเมินแบบกลางๆ น่าจะอยู่ประมาณ 2.5 หมื่นคน ในช่วงเวลาที่มีคนมาร่วมมากที่สุด รัฐบาลอาจมองว่าเป็นการจัดตั้งซึ่งส่วนหนึ่งอาจจริง แต่ส่วนใหญ่นัดหมายกันมาเอง คนส่วนใหญ่มาเพราะ “อึดอัดใจ” กับพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ จะเรียกว่าเป็นการชุมนุมของ “คนไทยทนไม่ไหว” คงไม่ผิดนัก เมื่อมี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ซึ่งมีลักษณะของ “ผู้นำ” ออกมานำ คนที่อึดอัดใจทนไม่ไหวจึงพร้อมที่จะเป็น “ผู้ตาม” ทันที
รัฐบาลอย่าไปตื่นตระหนกกับคำประกาศขององค์การพิทักษ์สยามที่กล่าวหาว่า (1) รัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ (2) รัฐบาลเป็นหุ่นเชิดของทักษิณและบริหารงานล้มเหลว และ (3) รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งคำประกาศชัดเจนว่าจะล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ง่ายๆ ก็คือ บอกให้คนในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยรวมทั้งแนวร่วม นปช. สื่อแดงทั้งหลายทั้งในและนอกประเทศ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นใครบ้างเพราะเคยมีพฤติการณ์มาแล้วในอดีต ยุติการกระทำที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยทันที ถ้าไม่หยุดจะใช้กฎหมายจัดการโดยเด็ดขาด หากรัฐบาลทำได้ก็เท่ากับขจัดเงื่อนไขข้อแรกได้แล้ว ส่วนการขจัดเงื่อนไขข้อที่เหลือนั้น รัฐบาลต้องชี้แจงให้ประชาชนเชื่อว่า รัฐบาลบริหารประเทศมีผลงานที่จับต้องได้ และไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่กล่าวหา
มีคนไม่น้อยที่หวังดีออกมาเตือนรัฐบาลในโอกาสต่างๆ อย่างในวันอาทิตย์ที่แล้ว น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ได้ออกมาเตือนรัฐบาลว่า สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่ากำลังเกิด “5 วิกฤต” ที่จะนำชาติไปสู่ความหายนะ หรือก่อนหน้านี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน ทีดีอาร์ไอ ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองของชาติ โดยตัวท่านเองเป็นนักวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อีกทั้งได้รับความเชื่อถือจากทั้งในและต่างประเทศออกมาบอก “โจทย์” 4 ข้อ ให้รัฐบาลหาคำตอบ ถ้ารัฐบาลหา “คำตอบ” โจทย์ 4 ข้อนี้ได้ ก็เท่ากับลดเงื่อนไขที่จะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลได้ จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะฟังหรือไม่ ฟังแล้วได้ยินหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลยังมีทิฐิคิดว่าคนที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามและต้องทำลายกันให้ได้ โดยเชื่อมั่นในพลังทั้งในสภาและนอกสภาว่าจะค้ำจุนรัฐบาลได้ตลอดไป ก็เป็นสิทธิที่รัฐบาลจะเลือก แต่ต้องพร้อมเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดตามมา
หลายฝ่ายมองว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความแข็งแกร่งมาก เพราะคุมสภาได้เด็ดขาด คุมพรรคร่วมรัฐบาลได้ คุมข้าราชการประจำได้ คุมกองทัพได้ ใครมาล้มรัฐบาลคงยาก หากรัฐบาลจะล้มก็เพราะรัฐบาลเอง เหมือนกับรัฐบาลเดินสะดุดขาตัวเองล้ม หลายคนมองว่า รัฐบาลเองนั่นแหละที่เป็นคนสร้างและสะสมฟืนที่เป็นเชื้อเพลิง แต่ละวันเวลาที่ผ่านไป รัฐบาลหาฟืนมากองไว้วันละดุ้น หลายวันก็หลายดุ้น หลายเดือนจนเป็นปีก็สะสมเชื้อเพลิงไว้มากมาย เพียงแต่รอคนเอาไม้ขีดหรือไฟแช็กมาจุดเท่านั้นก็ติด แต่ถ้ารัฐบาลไม่สะสมฟืนเป็นเชื้อเพลิง ใครมาจุดก็ไม่ติด รัฐบาลน่าจะมีบทเรียนจากรัฐบาลพี่ชาย ซึ่งกุมอำนาจได้อย่างเด็ดขาดยิ่งกว่าในช่วงปัจจุบันเสียอีก แต่ในที่สุด เพราะการเหลิงอำนาจ ผยองในอำนาจ มีการทุจริตคอร์รัปชัน ประหนึ่งสะสมเชื้อเพลิงไว้มากมาย คณะปฏิวัติจึงมาจุดฟืนที่สะสมไว้
บางคนบอกว่า น่าจะปล่อยให้รัฐบาลทำงานไปอีกระยะหนึ่ง การชุมนุมขณะนี้จะเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุน ฯลฯ มีคำถามว่า แล้วทำไมองค์การพิทักษ์สยามและกลุ่มคนไทยทนไม่ไหวถึงออกมาประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากประชาชน 15 ล้านเสียงให้ได้ในเร็ววัน คำตอบประการหนึ่งน่าจะเป็นเพราะพวกเขามองเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศต่อไปด้วยโครงการประชานิยมทั้งหลาย แม้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์แต่ชาติบ้านเมืองเสียหายแน่ในระยะยาว พวกเขามองเห็นหลุมดำอยู่ข้างหน้า หากรัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อไป ในที่สุดชาติไทยก็จะตกหลุมดำ รัฐบาลเป็นกัปตันเรือที่มองเห็นภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ประชาชนจึงต้องปฏิบัติการแย่งเรือมาขับเสียเองก่อนที่เรือจะชนภูเขาน้ำแข็ง และคนในเรือตายกันหมด







