
เงินร้อนทะลัก
รัฐบาลตั้งทีมเกาะติดเงินนอกป่วนไทย/แซนดีพ่นพิษต้นทุนส่งออกพุ่ง25%
รัฐบาลตั้งทีมเกาะติดเงินนอกป่วนไทย/แซนดีพ่นพิษต้นทุนส่งออกพุ่ง25%
นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ จับตาเงินทุนไหลเข้าไทย หลังมาตรการคิวอีระบาด ส่งออกไทยค่าขนส่งกระฉูด 25% หลัง “แซนดี” ถล่มสหรัฐ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่มย่อยที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะการที่ประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกใช้มาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้ปริมาณเงินสกุลสำคัญของโลกเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงอีก
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า นายกฯ สั่งการให้ 4 หน่วยงานติดตามการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ดูแลเศรษฐกิจภาพรวม 2.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลภาวะเงินไหลเข้าไหลออก 3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่กำกับตราสารการเงิน และ 4.กระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ ธปท.ได้รายงานในที่ประชุมว่า ยังไม่พบการไหลเข้าและออกของเงินทุนต่างประเทศที่ผิดปกติ ยังไม่มีความผันผวนเกิดขึ้น ดังนั้นเงินเฟ้อจึงไม่ใช่ปัจจัยที่คุกคามเศรษฐกิจไทยแต่อย่างใด
“ในบางประเทศเมื่อดอกเบี้ยอ่อนตัวลง เงินเฟ้อก็จะคุกคาม แต่เราไม่มีประเด็นนั้น” นายกิตติรัตน์ ย้ำ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท. ได้รายงานกรณีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าฮ่องกงจำนวนมากว่าเป็นเงินจากการเก็งกำไร โดยที่ประชุมและ ธปท.เห็นสอดคล้องกันว่าไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างไทยและฮ่องกงมีไม่มากนัก และตลาดเงินของไทยและฮ่องกงไม่ได้เชื่อมโยงกันทางตรง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือผลกระทบกรณีพายุเฮอริเคนแซนดีพัดถล่มเขตเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ แม้จะสร้างความเสียหายสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีปัจจัยบวกคือการซ่อมสร้างฟื้นฟูสิ่งที่เสียหาย ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้รายงานว่า ผลกระทบจากเฮอริเคนแซนดีทำให้ระบบขนส่งสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐปิดให้บริการ สินค้าไทยที่ส่งออกและต้องขนถ่ายผ่านท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์หยุดชะงัก แต่ปริมาณน้อยเพียง 11% ของการนำเข้าที่ท่าเรือทั้งสองแห่ง อย่างไรก็ตาม การที่ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังสหรัฐ ทำให้ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นถึง 20-25% และต้องชะลอการส่งมอบ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เช่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับ







