
รีบคลอด ฟอกเงิน-ก่อการร้าย อันตรายอาจมาเยือน
ในที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
โดย...บากบั่น บุญเลิศ เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
ในที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายด้วยมติเอกฉันท์ 379 เสียง
หลังจากนี้ไปกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะถูกส่งไปยังที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาสาระและลงมติเห็นชอบ หรือแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ
พิเคราะห์แบบผิวเผิน แรงกดดันในเรื่องการขึ้นบัญชีต้านจากคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force on Money Laundering : FATF) เนื่องจากเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่บกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านการก่อการร้ายอาจบรรเทาเบาบางลง
ผลกระทบจะกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินที่เคยประสบย่อมคลายตัวเมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบ และที่ประชุมวุฒิสภา จึงเห็นตรงกันที่จะต้องเร่งรัดกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการประชุม FATF ในช่วงเดือน ก.พ. 2556
แต่ในความจริงแล้ว ผลข้างเคียงของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ที่ผ่านมติของที่ประชุมรัฐสภาไปแล้วนั้นอันตรายต่อคนไทยไม่น้อย
เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ... ซึ่งกรรมาธิการฯ พิจารณาแก้ไขในหลายมาตราแล้วมีสภาพบังคับที่บรรดาสถาบันการเงินและองค์กรที่ต้องปฏิบัติตามอาจโดนฟ้องร้องกันระนาว
เนื่องจากอาจเข้าข่ายละเมิดในเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และรัฐบาลต้องผูกมัดกับมติขององค์กรระหว่างประเทศไปปฏิบัติทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
นี่เป็นประเด็นสำคัญที่บรรดาแกนนำในสมาคมธนาคารไทย สมาคมหลักทรัพย์ และสมาคมค้าทองคำต่างพยายามขอให้รัฐสภาและวุฒิสภามีการพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน
ในข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ... หลายมาตรานั้นถือว่ารุนแรงและต้องปฏิบัติตามทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข
เช่น มาตรา 3/1 ระบุว่า “ในกรณีที่มีมติหรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรใดเป็นผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสนอรายชื่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อมีคำสั่งประกาศรายชื่อดังกล่าวโดยไม่ชักช้า”
“ส่วนการเพิกถอนรายชื่อให้เป็นไปตามประกาศ ภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”
มาตรา 4 ระบุว่า “กรณีที่มีเหตุอันสงสัยว่า ผู้ใดมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือสนับสนุนการเงินให้กับการก่อการร้าย ให้ ปปง.พิจารณาส่งรายชื่อให้อัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด”
“และถ้าปรากฏแต่ศาลว่า มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือสนับสนุนการเงินให้กับการก่อการร้าย หรือผู้นั้นดำเนินการแทน หรือตามคำสั่งภายใต้ผู้ก่อการร้ายให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอให้ดำเนินการตามมาตรา 5”
มาตรา 5 ระบุว่า “เมื่อผู้นั้นถูกประกาศรายชื่อตามมาตรา 3/1 และมาตรา 4 ให้ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนดโดยไม่ชักช้า”
มาตรา 8 บุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา 4 หรือผู้ซึ่งถูกระงับดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา 5 อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ดำเนินการเพิกถอนรายชื่อออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด, ขอให้เพิกถอนการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน, ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตดำเนินการใดๆ กับทรัพย์สินที่ถูกระงับ
มาตรา 9/1 การดำเนินการทางศาลให้ยื่นต่อศาลเพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง
มาตรา 12 ว่าด้วยบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ต้องจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ที่มีหน้าที่รายงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับวันละ 1 หมื่นบาท
มาตรา 14 ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินกับผู้ก่อการร้ายโดยเจตนาให้เงินหรือทรัพย์สิน หรือเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทำความผิดต้องระวางโทษ 2-10 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนั้นแล้ว ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนี้
ดังนั้น แม้ว่ารัฐสภาได้พยายามออกกฎหมายมาบังคับใช้ให้ทันตามเส้นตายก่อนที่จะมีการประชุมกันในเดือน ก.พ. 2556 เพื่อลดแรงเสียดทานทางธุรกิจ
แต่ขณะเดียวกันเป็นการสะท้อนภาพว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาจริงกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (FATF) ให้เสร็จทันภายในเดือน ก.พ. 2556 ก่อนถูกเปลี่ยนสถานะอยู่ในกลุ่มประเทศต้องเฝ้าระวัง (บัญชีดำ) จากปัจจุบันอยู่ในกลุ่มประเทศสีเทาจนอาจทำให้ประกอบการส่งออกและนำเข้าอาจเดือดร้อนหนัก
แต่สาระของกฎหมายที่บัญญัติขึ้นอย่างเร่งรีบ เพราะถูกบีบจากการค้า การทำธุรกรรมระหว่างประเทศนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหากับสถานะของรัฐไทยในอนาคตได้
เพราะในอีกมุมหนึ่ง การจัดทำบัญชีรายชื่อลูกค้าให้ชัดเจน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเป็นฝ่ายชี้แจงกับหน่วยงานต่างๆ และธนาคารนั้นอาจกระทบต่อสิทธิมนุษยชนถึงตัวลูกค้าด้วย
เรื่องการไม่ละเมิดสิทธิลูกค้า จึงกลายเป็นสาระสำคัญที่สถาบันการเงินตระหนัก
แน่นอนว่าคนที่ทำงานในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ย่อมให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นอาจละเมิดสิทธิและถูกลูกค้าฟ้องร้องได้ตามหลัง แต่ในแง่ของรัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องสิทธิของความเป็นพลเมืองด้วยเช่นกัน
จากนี้จึงขึ้นอยู่กับที่ประชุมวุฒิสภาว่าจะมีมติในกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้อย่างไร โดยมีอนาคตของคนไทยและผู้ประกอบการเป็นเดิมพัน
ระยะเวลา 30 วันนับจากนี้ไปจะเป็นคำตอบ...







