posttoday
หมดยุคน้ำมันโลกขาขึ้น เหตุศก.ซบ-สหรัฐมุ่งพึ่งตนเอง

หมดยุคน้ำมันโลกขาขึ้น เหตุศก.ซบ-สหรัฐมุ่งพึ่งตนเอง

01 พฤศจิกายน 2555

อาจนับเป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวร้ายมากมายในแวดวงเศรษฐกิจโลก เมื่อบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

อาจนับเป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวร้ายมากมายในแวดวงเศรษฐกิจโลก เมื่อบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน พร้อมใจสรุปความเห็นตรงกันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะลดระดับความร้อนแรงลง

เรียกได้ว่าต่อจากนี้ราคาน้ำมันจะถูกลง ในระดับที่ทำให้บรรดานานาประเทศทั่วโลกพอจะยิ้มออกมาได้

เพราะปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันของโลกลดลง โดยมีต้นสายปลายเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ตกอยู่ในความซึมเซา

เพราะหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก ต่างหันมาพึ่งพาตัวเองกันมากขึ้น จนสามารถพัฒนาศักยภาพตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อผลิตพลังงานป้อนตลาดภายในประเทศของตนเอง

และเพราะอีกส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เร่งเดินหน้าเสริมปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญในตะวันออกกลาง เช่น อิรัก เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จนทำให้สามารถฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับคืนมาได้ในปริมาณปกติ

รายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โลกมีโอกาสได้เห็นราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หรือมีราคาที่ถูกลงกว่าปัจจุบันในช่วง 5 ปีนับจากนี้ โดยสาเหตุสำคัญแรกสุดสืบเนื่องมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่อืดอาดซบเซาหนัก จนส่งผลต่อปริมาณความต้องการน้ำมันในตลาด

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าน้ำมันถือเป็นปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง เนื่องจากในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ล้วนมีน้ำมันพ่วงเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน ที่เมื่อมีราคาถูกย่อมทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคยิ้มออก แต่หากแพงขึ้นมาเมื่อใดก็มีอันต้องโอดครวญกันระนาวทุกครั้งไป

หมดยุคน้ำมันโลกขาขึ้น เหตุศก.ซบ-สหรัฐมุ่งพึ่งตนเอง

ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจไม่กระเตื้องและอืดอาด บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลาย หรือกระทั่งผู้บริโภคย่อมเลือกที่จะประหยัด ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อการบริโภคน้ำมันโดยรวมในที่สุด

แนวโน้มข้างต้นยืนยันได้จากบทสรุปในรายงานของไออีเอ ที่ตัดสินใจปรับลดการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในช่วงระหว่างปี 2554–2559 ว่าจะลดลงถึง 5 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นห้วงระยะเวลาที่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย รวมถึงองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คาดว่าเศรษฐกิจทั่วโลก แม้กระทั่งจีน จะเติบโตได้ช้าและอาจขยายตัวลดลง โดยเป็นผลจากปัญหาหนี้ในภูมิภาคยุโรปเป็นสำคัญ

สถานการณ์ข้างต้นจึงกลายเป็นแรงกดดันที่จะทำให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน รวมถึงกลุ่มสหพันธ์ธุรกิจน้ำมันจำต้องตัดลดปริมาณการผลิตให้ต่ำกว่า 31 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นกำลังการผลิตในปัจจุบัน จนถึงปี 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการน้ำมันในตลาดโลก

ขณะที่ ไออีเอ แจกแจงว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกนับตั้งแต่นี้จนถึงปี 2560 จะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 7% โดยลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือน ธ.ค. 2554 ซึ่งระบุว่าความต้องน้ำมันน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ในช่วงเวลาเดียวกัน

การคาดการณ์ของไออีเอ สอดคล้องกับรายงานการคาดการณ์ก่อนหน้าของ โกลด์แมน แซคส์ หนึ่งในธนาคารรายใหญ่ชั้นนำของสหรัฐ ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ และเคยคาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำว่าราคาน้ำมันโลกจะพุ่งทะยานขึ้นในช่วงปี 2547–2551 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาคเอเชีย จนทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเกินกำลังการผลิตของโอเปก ว่า ถึงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ราคาน้ำมันที่เคยแพงกระเป๋าฉีก โดยทำสถิติสูงสุดที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 4,410 บาท) เมื่อเดือน ก.ค. 2551 ก่อนทรงตัวผันผวนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงมาเนิ่นนาน กำลังจะถูกลงและมีแนวโน้มราคาทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,700 บาท) ซึ่งอาจจะถูกกว่านั้น แต่ไม่น่าจะเกินกว่าราคาขายปลีกข้างต้นแน่นอน

ทั้งนี้ นอกจากปริมาณความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะลดลงเพราะเศรษฐกิจไม่สู้ดีแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งและยังเป็นเหตุผลที่น่าจับตามองไม่น้อยก็คือ ศักยภาพในการผลิตน้ำมันหรือแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ ที่เพิ่มมากขึ้นของบรรดาประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา

เจฟฟรีย์ เคอร์รีย์ และเดวิด กรีลีย์ สองนักวิเคราะห์จากธนาคารโกลด์แมน แซคส์ กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ในระยะยาวราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและศักยภาพที่เติบโตขึ้นในการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่สามารถสกัดน้ำมันจากหินน้ำมัน (ออยล์ เชล) เช่นเดียวกันที่แคนาดาสามารถผลิตน้ำมันจากทราย (แคนาเดียน ออยล์ แซนด์)

กระแสหินน้ำมันที่กำลังมาแรงอยู่ในสหรัฐในขณะนี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทำให้นักสังเกตการณ์ทั้งหลายประหลาดใจไม่น้อย ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างอดคาดการณ์ไม่ได้ว่า กระแสดังกล่าวจะพลิกโฉมหน้าพลังงานโลกใหม่ และน่าจะเปลี่ยนเส้นทางการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลกเลยทีเดียว

ความคาดหวังข้างต้นไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงแม้แต่น้อย เพราะในขณะนี้ปริมาณน้ำมันนำเข้าของสหรัฐจากแอฟริกาตะวันตกและตะวันออกกลางลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับปริมาณการผลิตน้ำมันภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2538 โดยได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีไฮโดรคาร์บอน ที่ทำให้การสกัดน้ำมันจากหินน้ำมันทำได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง

อัมริตา เซน นักคิดจากเอนเนอร์จี แอสเปค กล่าวว่า การผลิตดังกล่าวจะทำให้สหรัฐไม่ต้องพึ่งพาใครอีกต่อไปในด้านพลังงาน ขณะเดียวกันด้วยต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้สหรัฐสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันราคาถูกได้อีก

“ในอนาคตการจะเห็นราคาน้ำมันดิบแตะระดับสูงกว่า 110 เหรียญสหรัฐ หรือ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คงเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์การเมือง หรือเหตุผลด้านเศรษฐกิจก็ตาม” เซน กล่าว

นอกจากนี้ ข้อมูลจากไออีเอยังระบุชัดว่า การที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้เอง ทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในตลาดมีมากขึ้นเพียงพอ หรืออาจจะเกินพอต่อความต้องการในตลาดเอเชียที่เริ่มจะขยับขยายเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยกำลังการผลิตทั่วโลกในขณะนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2560 จนทำให้ปริมาณน้ำมันโลกจะแตะระดับที่ 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากเกินกว่าความต้องการบริโภคทั่วโลกอยู่ถึง 6%

ไออีเอ สรุปว่าประมาณ 40% ของน้ำมันจะมาจากทวีปอเมริกาเหนือ โดยส่วนใหญ่จะมาจากหินน้ำมันของสหรัฐ ขณะที่อีกประมาณ 20% จะมาจากประเทศอิรัก

ต้องยอมรับว่าในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันอยู่ในสภาวะผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงภายในของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ไล่เรียงตั้งแต่ซีเรีย เยเมน ซูดาน และอิหร่าน จนทำให้ตลาดโลกพากันวิตกว่า ความไม่แน่นอนที่ว่าจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตน้ำมัน

เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกรอบ โดยเฉพาะเมื่อบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ภายในของนานาประเทศที่กล่าวมาข้างต้นมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นมาได้อีก โอเปกจึงประกาศเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสำรองขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว ที่ระดับ 5-7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่โอเปกไม่เคยทำมาก่อน แม้แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงหูฉี่ระหว่างปี 2546–2551

เรียกได้ว่าเป็นการประกาศมาตรการกันชนเต็มที่ให้ผู้บริโภคน้ำมันมั่นใจได้ว่า การที่ราคาน้ำมันจะแพงขึ้นคงเป็นไปได้ยาก แม้จะมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกครั้งก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกอบกับการที่ประเทศอิรัก หนึ่งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกเริ่มกลับมาผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดได้อีกครั้ง หลังจากติดหล่มมานานเพราะสงครามและความขัดแย้งภายใน ก็ยิ่งช่วยเสริมให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลง

ทั้งนี้ เฟธ ไบรอล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไออีเอ เผยข้อมูลสำรวจการผลิตน้ำมันในอิรัก ว่า ประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มจะสามารถผลิตน้ำมันได้สูงถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว และจะกลายเป็นประเทศชั้นนำด้านอุตสาหกรรมพลังงาน ด้วยข้อได้เปรียบในเรื่องที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาล เข้าถึงได้ง่าย และต้นทุนการผลิตต่ำ

ข้อได้เปรียบดังกล่าว ทำให้ไออีเอสรุปอย่างไม่มีลังเลว่า อิรักจะสามารถผลิตน้ำมันทดแทนในส่วนที่ขาดหายไปได้จากประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ที่ปัญหาขัดแย้งรุนแรงภายในยังไม่สิ้นสุด รวมถึงประเทศอิหร่านที่โครงการพัฒนานิวเคลียร์ทำให้หลายประเทศคว่ำบาตร ไม่ต้องการน้ำมันจากอิหร่านด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันโลกจะมีแนวโน้มถูกลง แต่นักวิเคราะห์น้ำมันหลายแห่งต่างเห็นตรงกันว่า โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันลดต่ำกว่า 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คงเป็นไปได้ยาก โดย เซน นักวิเคราะห์น้ำมันจากเอนเนอร์จี แอสเปค ให้เหตุผลว่า หากน้ำมันดิบในตลาดขายต่ำกว่าระดับข้างต้น ก็จะทำให้ต้นทุนเทคโนโลยีในการผลิตและการพัฒนาการสกัดน้ำมันดิบในปัจจุบันไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป

ดังนั้น ต่อให้มีแนวโน้มให้ผู้บริโภคสามารถใช้น้ำมันได้ถูกลง แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะได้ใช้น้ำมันในระดับที่ไม่แตกต่างจากราคาในปัจจุบัน

เพราะสุดท้ายคนกำหนดราคาน้ำมันไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากนายทุนผู้ผลิตนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท