posttoday
'การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน'

'การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน'

31 ตุลาคม 2555

รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศสงคราม “หยุดการทุจริตคอร์รัปชัน” เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2555

โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประกาศสงคราม “หยุดการทุจริตคอร์รัปชัน” เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2555 และกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน 6 ประการ

จากยุทธศาสตร์ 6 ประการ ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว รัฐบาลได้กำหนดแผนงานเชิงรุกของรัฐบาล โดยมีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ

ประการแรก เริ่มต้นการดำเนินการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังในส่วนของภาครัฐก่อน โดยเน้นการปรับปรุงระบบและกระบวนงานทำงานมากกว่าการมุ่งจับผิดเป็นรายกรณี

ประการที่สอง เน้นไปที่การสร้างให้เกิดการยอมรับและแก้ไขปรับปรุงด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดการบังคับหรือสั่งการ แต่จะกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกและความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาจากภายในหน่วยงานเป็นหลัก

ประการที่สาม ไม่เน้นเรื่องของการปราบปรามลงโทษเพียงด้านเดียว ซึ่งถือเป็นปลายเหตุ แต่จะดำเนินการแบบคู่ขนานไปกับการยกย่องเชิดชูผู้ที่กระทำความดี รวมทั้งให้โอกาสแก่ผู้ต้องการกลับตัว อย่างไรก็ดี หากพบว่ากระทำผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง

ประการที่สี่ การดำเนินการใดๆ ของส่วนราชการที่เป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องไม่เป็นการสร้างภาระ หรือทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

จากหลักการสำคัญนี้รัฐบาลได้มุ่งเน้นการดำเนินงาน 4 แนวทางที่ปรับลดมาจากยุทธศาสตร์ 6 ประการที่วางไว้เดิม คือ

1) ด้านการปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้

2) ด้านการพัฒนาองค์การ

3) ด้านการตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุก

4) ด้านการปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาหลักการสำคัญที่รัฐบาลกำหนดต้องยอมรับว่า 3 ประการแรก “ตรงประเด็น” และพอจะมองเห็นผลสัมฤทธิ์ของการต่อต้านคอร์รัปชันได้ ถ้ารัฐบาล “เอาจริง”

แต่หลักการสำคัญประการที่สี่ ดูจะเป็นการ “สวนทาง” กับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานเป็น “หน้าที่และความรับผิดชอบของหัวหน้าส่วนราชการทุกคน”

เริ่มตั้งแต่รัฐมนตรีมีภาระหน้าที่ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 21 “...ให้เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมงบประมาณ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ”

ส่วนหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีหรือตำแหน่งที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 32 วรรคสองบัญญัติว่า “...รับผิดชอบการปฏิบัติของกรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง...”

เมื่อตามไปดูแผนปฏิบัติราชการของทุกส่วนราชการปรากฏว่า มีการกำหนดแผนบริหารความเสี่ยงต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งต้องปฏิบัติเพื่อมิให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย

นอกจากนั้น เกณฑ์คุณภาพของการบริหารราชการจัดการภาครัฐ (Public Management Quality Award-PMQA.) ที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในหัวข้อ “การนำองค์กร” ข้อ ข. “การกำกับดูแลตนเองที่ดี” ระบุเกณฑ์มาตรฐานไว้ดังนี้ (1) ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (2) ความรับผิดชอบ และ (3) การปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า ประชาชน “จ้าง” หัวหน้าส่วนราชการระดับรัฐมนตรีและอธิบดี มาเพื่อดูแลผลประโยชน์ของเขา มิให้รั่วไหลจากการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีการประพฤติมิชอบด้วยการใช้อำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้ไป “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ดังนั้น การที่รัฐบาลให้หลักการสำคัญว่า “การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ต้องไม่เป็นภาระของหน่วยงาน” จึงเป็นการกำหนดนโยบายที่ “ผิด” ควรเปลี่ยนหลักการสำคัญข้อ 4 เป็น

“รัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีหรือมีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อกรณีการเกิดทุจริตและคอร์รัปชันในหน่วยงานของตน”

เพียงเท่านี้การทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการรับสินบน รับส่วย เงินใต้โต๊ะ ฯลฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จะยุติลง เพราะที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ทั้งๆ ที่รายงานการสอบถามประชาชนที่สื่อจัดทำ ได้ชี้ชัดว่าหน่วยงานของท่านมีการเรียกรับเงินผิดกฎหมายมากที่สุด

นอกจากนี้ การที่มีข่าวอื้อฉาวกรณีทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเปิดเผยโดยอดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก่อนถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 4 เรื่อง ได้แก่ การออกเอกสารสิทธิที่ดินใน จ.ภูเก็ต การหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของรถยนต์ 1,680 คัน การให้สินเชื่อการซื้อข้าว “ลม” ของธนาคารของรัฐ 7,500 ล้านบาท และกรณี ปปง. ฮ่องกงอายัดเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่โอนไปจากประเทศไทยโดยหาเจ้าของไม่ได้ก็จางหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนเลขาธิการ ป.ป.ท.

รัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่รับผิดชอบภารกิจที่มีเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ ยังทำนิ่งเฉยเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” เสมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ต้องสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏโดยเร็ว

ก่อนที่ท่านจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1

สำหรับมาตรการที่ “ดูดี” ของรัฐบาลประการหนึ่ง คือ การเปิดช่องทางพิเศษรับเรื่องร้องเรียนการทุจริต 3 ช่องทาง โดยระบุว่ามีเจตนารมณ์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งได้แก่ สายด่วน 1206 เว็บไซต์ WWW.stopcorruption.go.th และตู้รับร้องเรียน 181 ตู้ ใน 77 จังหวัด

ผลการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ได้ผลดีมีประชาชนสนใจมาก โดยในช่วงวันที่ 18 พ.ค.30 ก.ย. 2555 มีผู้ร้องเรียน 1,330 ราย แบ่งเป็นร้องทุกข์กล่าวโทษ 785 ราย และแจ้งเบาะแส 454 ราย

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (AntiCorruption War Room) ได้ดำเนินการโดยส่งให้พื้นที่ตรวจสอบ 793 เรื่อง ที่น่าสนใจ ได้แก่ การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ 163 เรื่อง การทุจริตภายใต้โครงการของรัฐ 154 เรื่อง การทุจริตโครงการก่อสร้าง/ฮั้วประมูล 141 เรื่อง การทุจริตเรียกรับผลประโยชน์เพื่อตนเอง 103 เรื่อง ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องอื่นๆ

จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า เพียง 4 เดือนครึ่ง มีการร้องทุกข์/กล่าวโทษเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันจากการกระทำ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมากถึง 561 เรื่อง

ปัญหาของรัฐบาลที่ตามมาคือ จะสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษได้อย่างไร และจะเปิดเผยเรื่องราวให้ประชาชนเจ้าของเงินที่ถูกยักยอกไปได้รับทราบ “เมื่อใด”

ทั้งนี้ เพราะความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมนี้ นับได้ว่าเป็นความไม่ยุติธรรมลักษณะหนึ่ง

บางท่านถูกกล่าวหาและมีการเปิดเผยผ่านสื่อจนสังคมพิพากษาไปแล้วว่าทุจริตคอร์รัปชัน เวลาผ่านไปหลายปีผลการสอบสวนพบว่า “ไม่ผิด” แต่ไม่มีการลงข่าวผ่านสื่อให้สาธารณชนรับรู้เหมือนเมื่อครั้งมีเรื่อง

ขณะเดียวกัน บางกรณีมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “ผิดจริง” แต่กระบวนการไต่สวนล่าช้าจนหมดอายุความไม่สามารถเอาผิดได้ หรือผู้ถูกกล่าวหาเสียชีวิต หรือหลบหนีไปใช้ชีวิตอันสุขสบายในต่างประเทศด้วยเงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันภาษีของประชาชน

สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลและผู้รับผิด ชอบในการดำเนินคดีผู้กระทำผิดต้องแก้ไข เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเกิดประสิทธิผลในเชิงป้องปรามคือ ไม่กล้ากระทำผิด

บทสรุปทางหนึ่งของปัญหานี้น่าจะสำเร็จด้วยการปฏิบัติตามหลักการสำคัญของรัฐบาลทั้ง 4 ข้ออย่างจริงจัง โดยนายกรัฐมนตรี “ต้อง” กำกับดูแลให้รัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันภายในหน่วยงานของตนให้หมดไปภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจเป็น 1 ปี

เริ่มจากกำจัดการเรียกรับเงินพิเศษจากการใช้อำนาจรัฐ ที่มีมากจนชาวต่างประเทศกลัวไม่อยากทำธุรกิจกับคนไทย ซึ่งเรื่องนี้น่าจะสำเร็จได้โดยง่าย ถ้านักการเมืองผู้มีอำนาจและอิทธิพลไม่เข้าไปร่วมด้วย

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ มีเจตนารมณ์อันดีงามในการ “หยุดทุจริตคอร์รัปชัน” เป็นกุศลเจตนาอันสูงส่งในชีวิตที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองและประชาชน

ขอเพียง “เชือดไก่ให้ลิงดู” ด้วยการเร่งรัดหาความจริงและดำเนินคดีกับ 4 กรณีที่มีข่าวอื้อฉาวดังกล่าว โดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด

ประชาชนก็จะชื่นชมและพรรครัฐบาลจะอยู่ได้ยืนยาว โดยไม่ต้องใช้นโยบาย “ประชานิยม”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท