
ความสุขแบบภูฏาน ที่ไทยอาจต้องเอาอย่างในอนาคต
ผู้เขียนได้ฟังเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวภูฏานในต่างเวลาและต่างวาระกัน แต่ก็ล้วนติดใจกับความสงบ ความสวยงาม และธรรมชาติที่นั่น
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ผู้เขียนได้ฟังเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวภูฏานในต่างเวลาและต่างวาระกัน แต่ก็ล้วนติดใจกับความสงบ ความสวยงาม และธรรมชาติที่นั่น ก็เลยคิดว่าวันนี้น่าจะมาคุยกันเรื่องไม่ใช่วิชาการกันบ้าง โดยยกเอาภูฏานมาเป็นหัวข้อ และโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถึงแม้ว่าภูฏานจะเล็กกว่าประเทศไทย มีประชากรทั้งประเทศน้อยกว่าประเทศไทยถึง 13 เท่าก็ตาม (ภูฏานทั้งประเทศมีประชากรประมาณ 7 แสนคน) แต่เนื่องจากมีการพูดถึงตัวเลขที่นำมาวัดเศรษฐกิจกันว่าจะใช้ตัวเลขอะไร ระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไปที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ กับตัวเลขความสุขของประชากร ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็มีการถกเถียงกันพอสมควร ถึงขนาดคนไทยจากหลายองค์กรวิ่งไปดูโมเดลของภูฏานกันเป็นการใหญ่
ประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งไทย วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยตัวเลขที่เรารู้จักกันดีคือ GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นได้เท่าไรขึ้นกับการลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล การบริโภคของประชากรในประเทศ และการส่งออกสุทธิ (การส่งออกหักออกด้วยการนำเข้า) ดังนั้น ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีความภูมิอกภูมิใจมาตลอดว่า การเจริญเติบโตที่ดูจาก GDP นั้น เพิ่มเอาๆ เฉลี่ยประมาณ 6–7% ต่อปี แล้วก็ละเมอเพ้อพกไปว่าปีนี้ก็จะเพิ่มในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่เมื่อหันไปดูภูฏานเขากลับไม่สนใจกับตัวเลข GDP แต่ให้ความสำคัญกับ GDH (Gross Domestic Happiness) หรือความสุขรวมภายในประเทศมากกว่า ซึ่งภูฏานติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศในโลก
อีกหลายๆ คนที่ไปเห็นภูฏานมากับตา ก็ชักงงๆ ว่าประเทศที่แห้งแล้ง ฝุ่นมาก ความสะดวกสบายน้อย ประชากรก็ยากจนเป็นส่วนใหญ่นั้นเขามีความสุขจริงหรือ แน่นอนว่า ภูฏานก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วๆ ไป หรือจะเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ที่เขาเรียกกันว่า Least Developed Land–Lock Country ด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นประเทศเล็กที่อยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย และไม่มีทางออกทะเล ประชากรกว่า 70% มีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตร โดยรายได้หลักของประเทศมาจากการเกษตร หรือมากกว่า 33% ของ GDP มาจากการเกษตร ก็น่าจะเหมือนประเทศไทยเมื่อ 30–40 ปีก่อน ดูแล้วเหมือนล้าหลังเอามากๆ แต่เขาก็มีความสุข แล้วถ้าย้อนกลับไปถามพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเราว่า สมัยก่อนมีความสุขไหม ผู้เขียนเชื่อว่าคำตอบคือ “มีความสุข” อย่างน้อยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีศีลธรรมกว่าปัจจุบัน อาชญากรรมก็น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เป็นบริโภคนิยม หรือฝ่ายที่พยายามส่งเสริมให้ประชาชนของประเทศหลงใหลอยู่กับการจับจ่ายใช้สอยจนฟุ้งเฟ้อ ถึงกับออกมาตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การออกมาให้ความเห็นทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ปัจจุบันได้มาออกทางช่องของทรูแล้ว เพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่าคนภูฏานไม่ได้มีความสุขจริง โดยหยิบยกการวัด GDH ของหน่วยงานต่างๆ มาเทียบ เช่น ตัวเลข Happy Planet Index ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง New Economic Frontier กับ Friends of the Earth ซึ่งรายการดังกล่าวมองว่าเป็น NGO และการวัดก็ไม่ได้ดูปัจจัยเสรีภาพทางการเมือง สิทธิมนุษยชน ฯลฯ แต่ดูการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ทำให้ภูฏานอยู่ในอันดับที่ 13 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ก็อยู่ในอันดับที่ 65 ไอซ์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 64 ฝรั่งเศสอยู่ในอันดับที่ 120 สหรัฐอันดับที่ 150 และญี่ปุ่นซึ่งหลายคนชอบนักหนาอยู่ในอันดับที่ 95 ทางรายการจึงมองว่าไม่น่าจะถูก เพราะดู GDP ภูฏาน ก็อยู่ในอันดับที่ 130 กว่า ดู Human Development Index ภูฏานก็อยู่ไม่พ้นอันดับที่ 130 กว่าอยู่ดี แล้วก็ไปดูรายได้เฉลี่ยของเขาอีกว่า ได้น้อยกว่า 30 บาทต่อคนต่อวัน หยิบเอาตัวเลขซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นคนละประเด็นกันมาสนับสนุน การวัดโดยดูจากการพัฒนาของประชากรหรือดูจาก GDP ก็เป็นการวัดจากพื้นฐานแนวคิดและทฤษฎีที่ต่างกันออกไป ฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะใช่ แต่ภูฏานเขาก็บอกแล้วว่าไม่ดูเรื่องการบริโภค การลงทุน เรื่องเงิน ฯลฯ แต่เขาดูเรื่องความสุข ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากเงิน ก็ยังพยายามยัดเยียดเอาเรื่องของเงินและการบริโภคเข้ามาใส่ เหมือนการพูดกันคนละภาษา
ลองมาดูตัวเลขจากแหล่งอื่น เช่น World map of Happiness ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัย Leicester ดูบ้าง ก็ปรากฏว่าถ้าเป็นเรื่องความสุขของประชากรแล้ว ภูฏานก็ยังติดอยู่ในอันดับต้นๆ อยู่ดี คือ เดนมาร์กอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์อันดับ 2 ออสเตรียอันดับ 3 ภูฏานอันดับ 8 บรูไนอันดับ 9 และแคนาดาอันดับ 10 สหรัฐและฝรั่งเศสซึ่งก็เป็นประเทศบริโภคนิยมใช้ชีวิตสะดวกสบายไม่ติดอันดับเหมือนกัน แน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องของ GDP ก็เป็นอีกเรื่อง
แล้วถ้ามาดูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในภูฏานจะพบว่า ประเทศนี้มีพื้นที่ป่าถึง 60% มีอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4 แห่ง มีเขตสวนธรรมชาติอีก 1 แห่ง และมีสัตว์และพืชหายากอีกกว่า 7000 ชนิด มีกล้วยไม้ท้องถิ่นใน 300 เขต พันธุ์ไม้หายากอีกราว 500 ชนิด สมุนไพรอีก 150 ชนิด ใครจะไปทราบว่าในอนาคตภูฏานอาจเป็นแหล่งสำหรับยาต้นแบบรักษาโรคได้อีกมากมาย และถ้าดูอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูฏานในช่วง 6–7 ปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่าค่อนข้างสูงมาก ไม่ใช่ต่ำๆ อย่างที่เข้าใจกัน เช่นปี พ.ศ. 2548 อัตราการเจริญเติบโตมีถึง 8% และเพิ่มเป็น 14% และ 22.4% ในปี พ.ศ. 2549 และ 2550 ตามลำดับ
ลองหันมาดูประเทศไทยบ้าง ยอดการส่งออกที่ตกเอาๆ จาก 22% กว่า กลายเป็นความฝันว่าจะได้ 15% บ้าง 10% บ้าง เอาเข้าจริงอาจจะไม่เกิน 5% แล้ว GDP ของไทยที่ขึ้นกับการส่งออกเป็นหลักจะเหลืออะไร การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศล่ะจะเหลือแค่ไหน หนี้สาธารณะก็เริ่มจะท่วมขึ้นมาทุกที อีกหน่อยไทยอาจต้องหันไปใช้ตัวเลข GDH ตามภูฏานเขาก็ได้ แล้วก็จะมีโพลเจ้าประจำออกมาสำรวจพบว่าคนไทยมีความสุขติดอันดับต้นๆ ของโลกก็ได้เมื่อถึงตอนนั้น







