
กองทัพเปิดกว้าง ดึงวิชาการพัฒนาเขี้ยวเล็บ
ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับกองทัพบก ที่ได้เปิดโอกาสให้ภาควิชาการของไทยเข้ามามีบทบาทพัฒนาขีดความสามารถกองทัพ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับกองทัพบก ที่ได้เปิดโอกาสให้ภาควิชาการของไทยเข้ามามีบทบาทพัฒนาขีดความสามารถกองทัพ เพื่อเสริมสร้างขุมพลังให้กับกองทัพและลดการสูญเสียงบประมาณแต่ละปีในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มาป้องกันประเทศ
ความร่วมมือดังกล่าว ได้มีการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางด้านวิชาการ หรือเอ็มโอยู ระหว่างสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (สวพ.ทบ.) กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค.
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสนาธิการทหารบก บอกว่า นับเป็นก้าวสำคัญของกองทัพบก ที่สามารถแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในมิติวิทยาศาสตร์และงานเทคโนโลยีด้านความมั่นคง อีกทั้งเป็นจุดเริ่มในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตัวเองและผลักดันไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ทั้งนี้ อยากฝากความคิดเห็นเพื่อให้งานเกิดประโยชน์ คือ 4 ร. ซึ่งประกอบด้วย 1.ร่วมคิด เพื่อผสมผสานความคิดระหว่างหน่วยงานทั้งสองฝ่าย ในการแลกเปลี่ยนเหตุผลและข้อคิดเห็นต่างๆ 2.ร่วมกันวางแผน ต้องมีการวางเป้าหมายให้ชัดเจน แนวทางการปฏิบัติ ขอบเขตความรับผิดชอบต่างๆ รวมถึงระยะเวลาและงบประมาณ 3.ร่วมกันดำเนินการ ต้องนำไปสู่การปฏิบัติ วางระบบการประสานงานต่างๆ ให้ดี เพื่อเชื่อมโยงกับงานที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องสอดประสานกันในการดำเนินการ และ 4.ร่วมรับผิดชอบ ไม่ว่าผลงานข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ต้องร่วมกันรับผลนั้นๆ
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือบุคลากรที่ยังขาดแคลน แม้จะมีอยู่ระดับหนึ่ง ทำให้จำเป็นต้องอาศัยหน่วยรองต่างๆ จากทุกภาคส่วน อาทิ กองทัพภาคหรือส่วนอื่นๆ มาช่วยกันคิดค้นร่วมกับ สวพ.ทบ. แต่ในภาพกว้าง สิ่งที่ยังขาดคือ วิทยาการต่างๆ ถ้า วช.เข้ามามีส่วนร่วม น่าจะเกิดประโยชน์ต่อผลสำเร็จและจะเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป
“หวังว่าต่อไปในส่วนกองทัพไทยและกลาโหมจะมีส่วนร่วม เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดผลประโยชน์ต่อชาติ กับงานวิจัย และคิดค้นสิ่งต่างๆ เพื่อนำไปสู่การประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะความมั่นคงของชาติ” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
ขณะที่ ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. กล่าวว่า สิ่งที่ วช.ได้ดำเนินการมาในระดับวิจัย แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ นโยบาย บริหารจัดการ และงานวิจัย ซึ่งพบว่าหลายหน่วยงานมีขีดความสามารถ เช่น กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ โดยในส่วนกองทัพอากาศเคยมีการพัฒนาร่วมกันในเรื่องของเครื่องบินปีกหมุนไร้คนขับ ซึ่งได้วิจัยสำเร็จพร้อมส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัย ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับกองทัพบก ขณะที่กองทัพเรือมีอีกหลายโครงการที่กำลังพัฒนาร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพของนักวิจัยและนักวิชาการในกองทัพบกมาใช้ให้เกิดประโยชน์จากงานวิจัย
ทั้งนี้ ตัวอย่างงานวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา 80% มาจากกระทรวงกลาโหมและองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือองค์การนาซา เมื่อวิจัยเสร็จจะถูกนำมาส่งต่อให้กับเอกชน เช่น การสื่อสารโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต เชื้อเพลิงต่างๆ ล้วนแต่เป็นงานวิจัยจากทหารและกองทัพ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแรกที่ตั้งไว้คือ ความมั่นคงของชาติ เช่น ชายแดนและการทหาร รวมถึงพลังงานและระบบไซเบอร์ ขณะที่รัฐบาลให้ความสนใจพร้อมประกาศนโยบายในการเพิ่มงบประมาณการวิจัยขึ้นจากเดิม 0.2% ที่ปัจจุบัน วช.ดูแลงบอยู่ 1 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มขึ้นจะเป็นมูลค่า 1 แสนล้านบาท ส่วนนี้ วช.ได้เสนอแนะให้มีการพุ่งเป้า เพราะที่ผ่านมากองทัพและกระทรวงกลาโหม ได้รับงบวิจัยน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
ด้าน พล.ต.ม.ล.ระวีวัฒน์ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการ สวพ.ทบ. ยืนยันว่า ปัญหากองทัพบกโดยเฉพาะงานวิจัย ภาพรวมไปอยู่ในกระทรวงกลาโหม และแต่ละปีได้งบประมาณที่น้อยมาก ขณะที่กองทัพอากาศทำเครื่องบินหมดงบประมาณไปครึ่งหนึ่ง และเหลือให้กองทัพนิดหน่อย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาพรวมคือ ขาดงบประมาณเพื่อใช้ดำรงสภาพยุทโธปกรณ์ แม้ได้ผลงานก็ไม่ทันเข้าสู่สายการผลิต เพราะงานวิจัยค่อนข้างใช้เวลามาก และประเด็นปัญหางานวิจัยที่ผ่านมานอกจากงบประมาณ ยังมีเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ อาทิ แล็บ
นอกจากนี้ ที่สำคัญนักวิจัยก็ไม่ดำเนินการวิจัยตลอดเวลาต่อเนื่อง ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ประเทศยังขาดการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ ดังนั้นปัญหาที่ผ่านมารวมถึงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งการชัดเจน ให้แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อเติมสิ่งที่ขาดให้กลับมาเต็ม
“กองทัพบกได้เปลี่ยนมิติการทำงานวิจัยค่อนข้างมาก โดย ผบ.ทบ.สั่งการให้ไปร่วมมือทำงานกับสถาบันต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 7-8 โครงการ”







