posttoday
สถาปนาอำนาจ'ปู' คุมเพื่อไทยเบ็ดเสร็จ

สถาปนาอำนาจ'ปู' คุมเพื่อไทยเบ็ดเสร็จ

31 ตุลาคม 2555

โผไม่พลิกเมื่อมติที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติให้ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง332 เสียง

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โผไม่พลิกเมื่อมติที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติให้ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง332 เสียงแบบไร้ข้อกังขา พร้อมกับไว้วางใจ“ภูมิธรรม เวชยชัย” ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค โดยทุกอย่างเป็นไปตามบัญชาของนายใหญ่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

วัตถุประสงค์ของการจัดระเบียบพรรคใหม่ในรอบนี้ ไม่ได้มีเหตุผลในทางนิตินัย หลังจาก “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” หัวหน้าพรรคคนเก่าต้องพ้นจากเก้าอี้เพราะทนกระแสกดดันไม่ไหวเท่านั้น แต่มีปัจจัยมาจากการแก้ไขปัญหาในพรรคเพื่อไทยด้วย

ปัญหาของพรรคใช่ว่าจะเพิ่งมามีในระยะนี้ เพราะมีความคาราคาซังมานานแล้ว เช่น ตำแหน่งในพรรคมีน้อยถ้าเทียบกับบุคลากรในพรรค หรือแม้แต่ “พวกชอบอ้างนายใหญ่”

ที่ผ่านมามีหลายคนในพรรคมักชอบอ้างตัวเองว่าใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิดปัญหาไม่ค่อยมีใครฟังใคร ความสะเปะสะปะถึงได้บังเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้จะว่าไปก็ถือเป็นปัญหาโลกแตกของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เข้าตำรา “มากคนก็มากความ” แต่เวลานี้ได้เกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น ซึ่งมีที่มาจากการปรับคณะรัฐมนตรีเข้ามาเพิ่มเติม

จึงเป็นที่มาว่า ทำไมอดีตนายกฯ ทักษิณ ถึงเลือกให้ “ภูมิธรรม” หนึ่งในคนที่ได้รับความไว้วางใจที่สุดมานั่งเก้าอี้เลขาฯ พรรค ประหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อเป็นหูเป็นตาแทน

สถาปนาอำนาจ'ปู' คุมเพื่อไทยเบ็ดเสร็จ

แรงกระเพื่อมในพรรคจากควันหลงปรับ ครม. เกิดขึ้นใน 2 ส่วนด้วยกันที่รอให้ ภูมิธรรม เข้ามาเยียวยาเป็นการด่วน

ส่วนที่ 1 คือ ความไม่พอใจของ สส.อีสาน ว่าทำไมภาคอีสานมี สส.ไม่ต่ำกว่า 100 คน เป็นแกนหลักสำคัญของพรรคที่ผลักดันให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่กลับได้โควตารัฐมนตรีไม่สมน้ำสมเนื้อถ้าเทียบกับภาคอื่นๆ ของพรรค

ส่วนที่ 2 คือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเฉพาะท่าทีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำคนเสื้อแดง ในฐานะผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับรัฐบาล ซึ่งหลุดโผ รมช.มหาดไทย ไปอย่างเจ็บใจ

ถึงกับสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจบอกผ่านสื่อมวลชนว่า “การที่ไม่มีตำแหน่งในการปรับ ครม.ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากอำนาจพิเศษ แต่เป็นอำนาจธรรมดาที่มีความเชื่อว่ากลไกอำมาตย์จะไว้ชีวิต จนลืมไปว่าผู้ที่ให้ชีวิตที่แท้จริงคือประชาชน”

โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เล็งเห็นว่าหากปล่อยปัญหานี้ให้ลามไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ต่อไปอาจเป็นไฟลามทุ่งได้ จึงตัดสินใจให้ ภูมิธรรม สวมหมวกแม่บ้านพรรคเพียงอย่างเดียว เพื่อทุ่มสมาธิสลายความขัดแย้งทั้งหมดไม่ให้บานปลาย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการปรับโครงสร้างไม่ได้อยู่ที่การเลือกหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเท่านั้น แต่กลับอยู่ที่การตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา 3 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครพรรค 2.คณะกรรมการนโยบายพรรค และ 3.คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค

ความน่าสนใจในส่วนนี้อยู่ที่ “คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครพรรค” มีหน้าที่คัดเลือกบุคคลเพื่อสมัครเป็น สส.พรรคเพื่อไทยในอนาคต ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ใครอยากเป็นผู้สมัครต้องผ่านการพิจารณาของคณะบุคคลชุดนี้เท่านั้น

พรรคเพื่อไทยมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้จะต่อสู้กันแหลมคมมากขึ้น ทั้งบนดินและใต้ดิน เต็มไปด้วยกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค

หากคนไหนไม่มีความสามารถทำพื้นที่การเมืองให้แข็งแรงได้ ย่อมจะสะเทือนถึงพรรคอย่างมีนัยสำคัญ เลวร้ายที่สุดอาจเสียอำนาจไปให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำให้การจะคัดเลือกคนที่จะเป็นตัวแทนพรรคจะทำแบบขอไปทีไม่ได้

เปิดรายชื่อบุคคลที่เข้ามาในคณะกรรมการชุดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นขุนพลรอบกาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ยงยุทธ” อดีตหัวหน้าพรรค การันตีความใกล้ชิดกับนายใหญ่ด้วยการเป็นหัวหน้าพรรคมาเกือบ 4 ปี แม้จะตกเก้าอี้รัฐมนตรีไปแล้ว แต่ยังมีความสำคัญกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่

ตามด้วย “ภูมิธรรม” ชื่อนี้บอกยี่ห้อ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ได้เป็นเลขาธิการพรรค “พิชิต ชื่นบาน” ทนายความคนสำคัญผู้มีบทบาทในงานด้านกฎหมายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคมาโดยตลอด

มีผลงานเข้าตาเมื่อครั้งพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 จนประสบความสำเร็จท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถึงเวลานี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยังไม่ผ่านรัฐสภาก็ตาม

“สาโรจน์ หงส์ชูเวช” ทราบกันดีในพรรคว่าเป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายเงินของพรรคทั้งหมด

แต่เซอร์ไพรส์ที่สุดในคณะกรรมการชุดนี้ คือ การปรากฏชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพราะปกตินายกฯ มักจะไม่ขอออกตัวเกี่ยวกับงานการเมืองของพรรคมากเท่าไหร่นัก

การเข้ามามีตำแหน่งลักษณะนี้ของยิ่งลักษณ์ หนีไม่พ้นการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงเสียงจริงเหนือ จารุพงศ์ และคนอื่นๆ ในทางพฤตินัย เสมือนหนึ่งเป็นเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้ การที่นายกฯ ปู ไม่ได้มีตำแหน่งในพรรคก่อนหน้านี้ กลายเป็นสาเหตุให้ สส.และสมาชิกพรรคเข้าไม่ค่อยถึง และตัวเองก็เข้าไม่ถึงกลุ่มคนเหล่านี้ ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น

ช่องว่างที่ถ่างมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการรักษาน้องสาวเอาไว้ด้วยการไม่ให้มีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตัดสิทธิการเมืองหากพรรคเพื่อไทยต้องถูกยุบในอนาคต

ดังนั้น การให้เป็นกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร ก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ ยิ่งลักษณ์ มีความใกล้ชิดพรรคมากขึ้น ไม่ใช่สวมแต่หมวกนายกฯ อย่างเดียว เพราะจะยิ่งทำให้ช่องว่างทางความสัมพันธ์กว้างมากขึ้น

อย่างน้อยการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร สส. ย่อมจะได้มีโอกาสสัมผัสกับสมาชิกพรรคมากขึ้น เพื่อดูว่าคนไหนเหมาะที่จะมาเป็น สส.ของพรรคคอยค้ำบัลลังก์นายกฯ ในระยะยาว พร้อมๆ กับช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำของตัวเองให้สังคมได้เห็นว่ามีส่วนสำคัญในการเลือกผู้สมัคร สส. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพรรคในระดับหนึ่ง ไม่ใช่รอรับคำสั่งจากพี่ชายเพียงอย่างเดียว

จากนี้ไปบทบาท “นายหญิง” ของ ยิ่งลักษณ์ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้คุมอำนาจพรรคเพื่อไทยแบบเบ็ดเสร็จรองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท