
'แซนดี'พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเงินฟื้นฟูส่อชุบชีวิตศก.มะกัน
นอกเหนือจากการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่าง บารักโอบามา จากพรรคเดโมแครต กับ มิตต์ รอมนีย์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นอกเหนือจากการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่าง บารักโอบามา จากพรรคเดโมแครต กับ มิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพับลิกัน ที่กำลังใกล้จะเข้ามาถึงทุกขณะในวันที่ 6 พ.ย.นี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกหันมาให้ความสนใจสหรัฐอย่างใจจดใจจ่อก็คือ การเข้าพัดถล่มชายฝั่งด้านตะวันออกของพายุแซนดี ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะลดความรุนแรงลงมาเหลือระดับแค่พายุฤดูร้อน แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อยู่เช่นเดิม
พายุแซนดีได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากไม่ว่าจะการคร่าชีวิตของคนไปมากกว่า15 คน และคนอีก 7.3 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อวานนี้ ด้านตลาดหุ้นวอลสตรีตต้องหยุดการซื้อขายไป 2 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 124 ปี และไม่แน่ว่าอาจจะลากยาวต่อไปอีกในวันนี้ ถ้าหากสถานการณ์น้ำท่วมที่รัฐนิวยอร์กยังไม่ดีขึ้น
ส่วนสายการบินทั้งในและต่างประเทศกว่า 1.25 หมื่นเที่ยวบินต้องยกเลิกไป และล่าสุดก็ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของบริษัท เอ็กเซลอน คอร์ป ที่ชายฝั่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ต้องประกาศเตือนภัยทันที เนื่องจากน้ำที่ท่วมสูงกว่า 6.5 ฟุต กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการเข้าไปทำอันตรายต่อเครื่องและมอเตอร์ระบบหล่อความเย็นของโรงไฟฟ้าดังกล่าว
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติต่างก็ออกมาประเมินว่า พายุแซนดีจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐมากถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากเฮอริเคนไอรีนเมื่อปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.74 แสนล้านบาท)
มาร์ก วินเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ เวลฟาโก แอลแอลซี คาดการณ์ว่าหากเกิดกรณีความเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุดก็อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) สหรัฐไตรมาสสุดท้ายปีนี้หายไปถึง 0.1-0.2% เนื่องจากการใช้จ่ายในภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ได้ลดลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพายุดังกล่าวจะสร้างความเสียหายและสร้างความเสี่ยงที่จะเข้ามาซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังย่ำแย่ให้ยิ่งเลวร้ายหนักลงไป แต่ในมุมมองนักวิเคราะห์บางส่วนก็ยังมองในแง่ดีว่าถ้าหากเกิดความเสียหายไม่มากนัก ก็น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐ กิจมากกว่า เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดพายุแคทรีนาในปี 2548 ที่แม้จะสร้างความเสียหายอย่างมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากอย่างที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านั้น
เนื่องจากการฟื้นฟูก่อสร้างอาคารสถานที่ที่เสียหาย และการทำความสะอาดหลังเหตุพายุใหญ่ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐไปจนถึงประชาชนทั่วไป จะมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายบริโภคและการลงทุนให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีปริมาณมากกว่าการยอดใช้จ่ายบริโภคก่อนหน้าที่จะเกิดพายุเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยเสริมจากการที่ประชาชนแห่กันออกไปซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม อาหาร แบตเตอรี่ เพื่อกักตุนไว้ก่อนหน้าจะเกิดพายุ จนทำให้สินค้าในร้านค้าหลายแห่งหมดลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็จะเป็นตัวเร่งทำให้ยอดการบริโภคสูงขึ้นมากขึ้นไปอีก
“ถ้าพายุแซนดีไม่สร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างร้ายแรง เช่น ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะน้ำมัน และดำเนินไปเพียงแค่ 2-3 วัน ผมไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศมากนัก” มาร์ก ซานดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากฝ่ายวิเคราะห์ของบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส กล่าว
นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ เสริมอีกว่า แม้ตัวเลขผลผลิตทางอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค. รวมไปถึงยอดขายรถและยอดค้าปลีกในเดือน ต.ค. จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่คาดว่าในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้าน
สอดรับกับความเห็นของ ปีเตอร์มาริซี นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ที่ประเมินว่าแม้ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นมีมูลค่ารวมกันแล้วมากถึง 3.5-4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05-1.35 ล้านล้านบาท) แต่เงินที่จะตามมาจากการฟื้นฟู โดยเฉพาะการก่อสร้างเพื่อทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะมีมากพอๆ กันที่ 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 1.08 ล้านล้านบาท)
“พายุสามารถกระตุ้นภาคธุรกิจการก่อสร้างอย่างมาก และช่วยปลดปล่อยการลงทุนที่ชาญฉลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย และประชาชนที่รอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ชาวอเมริกันจะกลับมาผงาดและแข็งแกร่งขึ้นจากภัยพิบัติ ทำให้เกิดความหวังมากขึ้นในการเผชิญปัญหาที่เลวร้ายในอนาคต” มาริซี กล่าว
ถึงกระนั้น ความเห็นเหล่านี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเกิดขึ้นจริงไปเสียทั้งหมดทุกอย่าง เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาเคยมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วว่า ความหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งขึ้นหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการมีแผนการฟื้นฟูและการลงทุนซ่อมแซมขนานใหญ่ ก็มีโอกาสที่จะคว้าน้ำเหลวได้เช่นกัน
ดังเห็นได้ชัดจากกรณีของญี่ปุ่น ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมีความตั้งอกตั้งใจในการอนุมัติงบประมาณฟื้นฟูและโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิ และการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อเดือน มี.ค. 2554 ออกมาเป็นจำนวนมากกว่า 6 ล้านล้านเยนแล้ว (ราว 234 ล้านล้านบาท) และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพิ่งอนุมัติงบเพิ่มอีก 2.64 แสนล้านเยน (ราว 10.29 ล้านล้านบาท) พร้อมทั้งมาตรการลดหย่อยภาษี
แต่ในท้ายที่สุดก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาจะยังไม่ผลิดอกออกผลมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเสียที ยืนยันได้จากการขยายตัวจีดีพีที่ยังคงเป็นไปอย่างอ่อนแอ ซึ่งไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 0.2% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 0.3% ส่วนยอดดุลการค้าเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่ายังคงขาดดุลต่อเนื่องสูงสูงถึง 5.586 แสนล้านเยน (ราว 2.16 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการขาดดุลการค้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี 30 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2522
ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจัยและที่มาของปัญหาในรายละเอียดปลีกย่อยจากเหตุการณ์ทั้งสองจะยากแก่การนำมาเปรียบเทียบกัน เนื่องจากในกระบวนการความช่วยเหลือของญี่ปุ่นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากปัญหาการเมืองภายในระหว่างพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ยังคงพยายามเล่นเกมการเมืองใส่กันไปมา
ทว่า อย่างน้อยก็เป็นอุทาหรณ์เตือนใจไว้ว่า ความหวังที่จะพึ่งพิงแผนการฟื้นฟูให้มาช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เสมอไปในทุกกรณี
ไม่เพียงเท่านั้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์บางคนก็ยังมองต่ออีกว่า แม้การฟื้นฟูความเสียหายหลังจากพายุแซนดีจะทำให้เกิดการลงทุนและการบริโภคมากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวน่าจะส่งผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ
“โดยทั่วไปแม้จะเกิดภาวะหยุดชะงักและการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นๆ เช่น การหยุดชะงักกินระยะเวลาไป 1 สัปดาห์ การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นก็จะมาอีก 34 สัปดาห์ ฉะนั้นแม้ว่าการฟื้นตัวจะส่งผลกระทบมากกว่าการหยุกชะงัก แต่จะมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท้ายที่สุดก็จะเห็นว่าการฟื้นฟูมีผลกระทบเล็กน้อยต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 4 เท่านั้น” ไมค์ เอนลุนด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากจากสถาบันบลูทเดอร์ กล่าว
ทั้งนี้ ไม่ว่าในท้ายที่สุดแล้วพายุดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างโอกาสและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจดังที่คาดหวังไว้หรือไม่ แต่สิ่งที่ชาวอเมริกันจะได้รับรู้จากเหตุการณ์นี้ก็คือ การเรียนรู้และทำใจที่จะรับมือกับภาวะความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐยังย่ำแย่ และยิ่งต้องมาเสี่ยงเจอกับภาวะหน้าผาการคลังที่จะเกิดการขึ้นภาษีและการตัดลดรายจ่ายของภาครัฐอย่างรวดเร็วในปีหน้า ก็ยิ่งต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่มืดมนสำหรับสหรัฐจริงๆ







