
ทำไมธนาคารชาติลดอัตราดอกเบี้ย
เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คือ จากร้อยละ 3 คงเหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันที เหตุผลที่ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงตามที่แถลงต่อสาธารณชน คือ คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอและมีความเสี่ยงสูง นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศที่อาจจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป
เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คือ จากร้อยละ 3 คงเหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันที เหตุผลที่ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงตามที่แถลงต่อสาธารณชน คือ คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอและมีความเสี่ยงสูง นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศที่อาจจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป
ฟังดูก็เข้าที คือ กนง.เห็นว่าจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพราะเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ และต้องการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้สถาบันการเงินขยายสินเชื่อเพื่อการบริโภคและลงทุนต่อเนื่องไปในอนาคต
แต่การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ทำให้ใครต่อใครแปลกใจมากพอสมควร รวมทั้งผมเองด้วย เพราะเท่าที่ผ่านมาเห็นด้วยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จำเป็นต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3 เพื่อให้มีส่วนเหลื่อมที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจออกอาการไม่ดีอย่างชัดเจน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะนี้ปล่อยให้นโยบายการคลังทำงานไปพักหนึ่งก่อน เพราะรัฐบาลกำลังเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบ ทั้งเงินช่วยฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่จ่ายไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท และเงินกู้เพื่อป้องกันพิบัติภัยธรรมชาติตามพระราชกำหนดที่กำลังจะไหลออกอีก 3.5 แสนล้านบาท นอกจากนั้นยังมีเงินที่ไหลเข้าไปในระบบอีกกว่า 4 แสนกว่าล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าวและสินค้าการเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด เงินช่วยเหลือชาวสวนยางอีก 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการกู้เงินอีก 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีก 7 ปีข้างหน้า
เพราะฉะนั้น พอ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย หลายคนจึงเกิดอาการเป็นงงไปตามๆ กันว่า ทำไปทำไม เพราะตอนนี้นอกจากการอัดเงินเข้าระบบของรัฐบาลจำนวนมหาศาลแล้ว สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ยังสูงเกือบถึงร้อยละ 90 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก จัดว่าสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างจะตึงตัว และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ออกสารพัดโครงการระดมเงินฝากจากประชาชน
ส่วนสินเชื่อ ถึงไม่ลดอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบก็เติบโตสูงอยู่แล้ว โดยคาดว่าถึงสิ้นปีอาจโตขึ้นถึงประมาณร้อยละ 15 จึงไม่เห็นเหตุผลที่ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการขยายสินเชื่อตามแถลง จะว่า ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการส่งออก ผมก็ยังไม่เชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยช่วงนี้จะช่วยได้ เพราะการส่งออกลดลงเนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศลดลงทั้งโลก ไม่ใช่ลดลงเพราะราคาสินค้าไทยสูงกว่าคู่แข่งเหมือนในอดีต
เพราะฉะนั้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ย เท่าที่ลองคิดดู ผมว่า ธปท.ไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเตรียมตัวรองรับปัญหาในอนาคตอันเนื่องจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ หรือเพื่อกระตุ้นสินเชื่อให้คนกู้เงินเพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้ผู้คนก็แย่งกันกู้อยู่แล้ว ทั้งกู้ซื้อรถคันแรก บ้านหลังแรก ฯลฯ
ผมว่า ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยเพราะอาจเห็นว่าฟองสบู่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ กับลดเพื่อแก้ไขปัญหาของ ธปท.ที่ต้องเข้าไปรับภาระพยุงค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ไหลเข้ามาท่วมประเทศจากมาตรการคิวอี 3 ของสหรัฐมากกว่า
ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้น (ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย) ผมคิดอย่างนั้น เพราะเห็นธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อเพื่อให้คนซื้ออสังหาริมทรัพย์ยาวถึง 30 ปี ถ้าคนซื้ออายุ 30 ปี พอจ่ายหนี้หมด ก็เกษียณอายุ แก่พอดี คือทำงานทั้งชีวิตใช้หนี้ นอกจากนั้นธนาคารพาณิชย์ยังให้เงินกู้เพื่อซื้ออาคารชุดบางแห่งมากกว่าร้อยละร้อยของราคาขาย คือ ให้สินเชื่อเพื่อตกแต่งห้องชุดให้อยู่อาศัยได้ด้วย มาตรการเหล่านี้ถ้าใครเคยผ่านวิกฤตการเงินเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คงจำบทเรียนที่เกิดขึ้นได้ว่า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงิน คนเดือดร้อนทั้งประเทศ
นอกจากนั้น ถ้าใครเป็นนักเล่นหุ้นทั้งตลาดใหญ่และตลาดเล็ก จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ราคาหุ้นตอนเข้าตลาดสามารถทำราคาได้สูงกว่าราคา IPO ถึง 200300 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับในอดีต ใครออกหุ้นใหม่ขายได้ราคาตอนเข้าตลาดสูงกว่าราคา IPO เพียง 3050 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าหรูหราแล้ว ตรงนี้ความจริงไม่อยากพูดขัดคอใครที่กำลังมีความสุขกับตลาดหุ้น แต่ก็ต้องถามว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นสูงขนาดนั้น
ก็ว่ากันไปครับ แต่ผมเชื่อว่า ธปท.น่าอยู่ในฐานะที่จะมองเห็นปัญหาฟองสบู่ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะมีฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วนกว่าใคร และเคยได้รับประสบการณ์ที่เจ็บแสบมาแล้วจากปัญหาทางการเงินเมื่อฟองสบู่แตก ถ้าจะทำอะไรเพื่อป้องกันปัญหาฟองสบู่ คงไม่ลังเลที่จะทำ
แต่ท่านอาจแย้งว่า การลดอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งสร้างฟองสบู่ไม่ใช่หรือ ผมเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยแค่ร้อยละ 0.25 ไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตราบเท่าที่มีสิทธิผ่อนได้ยาวนานถึง 30 ปี หรือไม่กระทบการเล่นหุ้น ถ้าคิดว่าจะทำกำไรมากมายจากการเล่นหุ้น
แล้วทำไมผมถึงว่าการลดอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงจากการปั่นฟองสบู่
เหตุผลของผมอยู่ที่ ก่อนที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 แต่อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารของสหรัฐ หรือเฟดฟันด์ อยู่ที่ร้อยละ 0.25 ซึ่งความจริงก็แตกต่างกันมาระดับนี้นานพอสมควรแล้ว แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศมากนัก ธปท.จึงยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิมได้ แต่พักนี้อเมริกาประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณทางการเงิน หรือคิวอี 3 อัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์เงินเหรียญสหรัฐไหลเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเอเชีย ซึ่งยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
สถานการณ์จึงน่าจะเลวร้ายลง ทำให้ ธปท.ต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และลดภาระการเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้ ธปท.ต้องรับภาระการขาดทุนเพิ่มขึ้นจากที่รับอยู่แล้วนับแสนล้านบาท
เพราะฉะนั้น การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จึงน่าจะมีวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะเข้ามาสร้างฟองสบู่ในประเทศ และทำให้ ธปท.ต้องเข้าไปลงทุนแทรกแซงเพิ่มขึ้น จนส่งผลกระทบถึงฐานะของ ธปท.มากกว่า
เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังเป็นห่วงว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะลดลง ผมว่าน่าจะเบาใจได้ขณะนี้ เพราะผมไม่คิดว่าธนาคารพาณิชย์จะรีบลดอัตราดอกเบี้ยตาม ธปท. ส่วนใครที่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจะลดลงยิ่งลืมไปได้เลย สาเหตุเพราะธนาคารพาณิชย์ก็อาจจะคิดแนวเดียวกับผมว่า การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการลดชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขยายสินเชื่อและเงินฝากโดยตรง แล้วคงเร่งระดมเงินฝากเพื่อขยายสินเชื่อกันต่อไปตามปกติ







