
มองอนาคตโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า
เราเคยสงสัยกันไหมครับว่า ในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า โลกของเรา ประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร พอดีผมได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมหลายท่าน และในบทความนี้ ผมจะขอลองสังเคราะห์ทิศทางอนาคตโลกนะครับ ผมว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญด้านเศรษฐกิจในอนาคต คือ กลุ่ม BRIICS จะมีแนวโน้มขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก จากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศจะเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ
เราเคยสงสัยกันไหมครับว่า ในอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า โลกของเรา ประเทศไทยของเราจะเป็นอย่างไร พอดีผมได้มีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมหลายท่าน และในบทความนี้ ผมจะขอลองสังเคราะห์ทิศทางอนาคตโลกนะครับ ผมว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญด้านเศรษฐกิจในอนาคต คือ กลุ่ม BRIICS จะมีแนวโน้มขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก จากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศจะเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่ม BRIICS คือ กลุ่มประเทศซึ่งประกอบไปด้วยประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่กำลังเป็นอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยภายในปี ค.ศ. 2050 ประเทศจีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยจะมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกแซงประเทศสหรัฐในปี ค.ศ. 2016 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 และอินเดียจะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ภายในปี ค.ศ. 2025
ธนาคารโลก พบว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกก่อนปี ค.ศ. 2030 จากข้อมูลในปี ค.ศ. 2012 จีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับต้นของไทยมีสัดส่วนการส่งออกถึง 12%
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 2030 พบว่า แนวโน้มมีสัดส่วนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อจีดีพีโลกที่มากสุด คือ ประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ไทย ฯลฯ รองลงมาเป็นอเมริกาเหนือ แต่หากพิจารณาที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อหัวประชากรพบว่ามากสุดจะเป็น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รองลงมาเป็นอเมริกาเหนือ
ในด้านการค้าระหว่างประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยสัดส่วนการส่งออกของประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วจะมีแนวโน้มที่ลดลง ขณะที่สัดส่วนการส่งออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศซีกโลกใต้มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนการนำเข้าส่งออกเพิ่มมากขึ้นในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ขณะที่ประเทศที่อยู่ซีกโลกเหนือมีแนวโน้มลดลง ในมิติของการลงทุนระหว่างประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน การลงทุนทางตรงและการซื้อขายควบรวมกิจการมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ขณะที่การไหลย้อนกลับของการลงทุนในรูปของการส่งกำไรกลับคืนเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่ประชาชนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ นอกจากนี้แนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีแนวโน้มมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของนักลงทุนสถาบัน เช่น Hedge Fund ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างรวดเร็วและในปริมาณที่สูง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบการเงินได้ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีขนาดเล็กและมีสภาพคล่องต่ำตลาดการเงินขยายตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ สินทรัพย์ทั่วโลกจะเติบโตอย่างมากในปี ค.ศ. 2030 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยภูมิภาคเอเชียจะมีขนาดเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า และมีสัดส่วนเงินฝากธนาคารมากถึงกว่า 40% ของเงินฝากทั้งหมดทั่วโลก จะมีขนาดการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนประมาณ 4 เท่าและมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนจากฐานเงินฝากของธนาคารประมาณ 1 ใน 3 ของโลก มูลค่าหุ้นรวมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า และมีสัดส่วนถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก ส่วนพันธบัตรเอกชนจะเพิ่มขึ้นสูงที่สุดประมาณ 8 เท่า และมีสัดส่วนมากกว่า 3 เท่าของเศรษฐกิจโลก
ในด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น โดยองค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization : UNWTO) ได้ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปี ค.ศ. 2020 ไว้ที่ 1,600 ล้านคน โดยภูมิภาคที่มีแนวโน้มเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่มีผู้นิยมเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เอาไว้ฉบับหน้าเรามาดูอนาคตกันต่อนะครับ







