
ดันพรบ.ร่วมทุนฯรับเงินกู้2.2ล้านล.
รัฐบาลผลักดัน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ รับการกู้เงินก้อนมหึมา 2.27 ล้านล้านบาท สว.ติงควรตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเอกชนเสริม
รัฐบาลผลักดัน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ รับการกู้เงินก้อนมหึมา 2.27 ล้านล้านบาท สว.ติงควรตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเอกชนเสริม
ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) มีมติ 111 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาขึ้นมา 23 คน เพื่อแปรญัตติภายใน 7 วัน
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 1 ชุด มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในโครงการที่ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐให้มีระยะเวลาดำเนินการตามแผนครั้งละ 5 ปี
สว.ส่วนใหญ่ต่างแสดงความเป็นห่วงว่า การบังคับใช้กฎหมายจะไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ และไม่กำหนดกิจการที่มีลักษณะต้องร่วมลงทุนให้ครอบคลุม
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สว.สรรหา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังมีช่องว่างให้ สคร.ว่าจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วยจัดทำแผนได้หรือไม่
นายเดชอุดม เสนอให้แก้ไขมาตรา 8 ว่าด้วยการให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้ ครม.แต่งตั้ง จากเดิมที่มีภาคราชการเท่านั้น โดยเสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเข้ามาทำหน้าที่ด้วย เช่น สมาคมธนาคารไทย หอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อให้เข้ามาดูแลการลงทุน การก่อสร้างเป็นการเฉพาะ
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล สว.กทม. ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับปิโตรเลียมและแร่ ทั้งๆ ที่มีรายได้จากกิจการที่ร่วมลงทุนกับเอกชนสูง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้มีขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพื้นฐานผ่าน พ.ร.บ.กู้เงิน 2.27 ล้านล้านบาทและรับข้อเสนอไปปรับในชั้นกรรมาธิการฯ







