
หมุด 14 ตุลา ที่ลานโพ ธรรมศาสตร์
น่ายินดีที่สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2555 เห็นชอบให้วันที่ 14 ต.ค. เป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และให้จัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยในวันสำคัญดังกล่าวทุกปี
น่ายินดีที่สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2555 เห็นชอบให้วันที่ 14 ต.ค. เป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และให้จัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยในวันสำคัญดังกล่าวทุกปี
นับเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่เริ่มกิจกรรมย้ำความสำคัญของวันที่ 14 ต.ค.ในปีแรก ด้วยการเปิดหมุด 14 ตุลา ที่ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพราะจุดนี้คือ หมุดหมายสำคัญที่เป็นชนวนนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516
ต้องย้อนหลังไปเริ่มต้นจากเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สามารถทำลายขบวนการนักศึกษาลงได้อย่างราบคาบ ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2500 ต่อด้วยการรัฐประหารซ้ำเมื่อปี 2501 หลังไปผ่าตัดรักษาตัวที่สหรัฐ และเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง สถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ จนแม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ยังมีทายาทสืบทอดอำนาจต่อมาได้จนถึงปี 2511 จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2512 หลังจากนั้นเพียง 2 ปี จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2514 นำประเทศเข้าสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้ง อย่างไรก็ดีการยึดอำนาจครั้งนั้น “ไม่ง่าย” เหมือนในช่วงกว่า 10 ปี ที่ผ่านมาแล้ว เพราะนักศึกษาซึ่งเคยถูก “มอมเมา” อยู่ในยุค “สายลมแสงแดด” มายาวนาน เริ่มตื่นตัวเข้าสู่ “ยุคแสวงหา” และได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ตั้งแต่เมื่อเริ่มประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2511 ด้วยการรวมตัวกันเดินขบวนคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ครั้งแรก ซึ่งการเดินขบวนครั้งนั้น ก่อหวอดและตั้งต้นจากภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งหลังว่างเว้นไปนานกว่า 10 ปี นักศึกษาก็เริ่มเข้าไป “สังเกตการณ์การเลือกตั้ง” เมื่อ “เผด็จการทหาร” ขณะนั้นยอมให้ประชาชน “สูดกลิ่นอายประชาธิปไตย” ได้เพียง 2 ปี แล้วกลับยึดอำนาจอีกครั้ง ความรู้สึกต่อต้านจึงบ่มเพาะขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการออกมาแสดงตัวต่อต้านอย่างเปิดเผยของบุคคล อย่าง “นายเข้ม เย็นยิ่ง” ซึ่งคือชื่อรหัสของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในสมัยที่เป็นเสรีไทย ทำให้ขบวนการต่อต้านรัฐประหารก่อตัวขึ้นและค่อยๆ ลามไปเหมือนไฟสุมขอน
ต่อมาเมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงการต่อต้านด้วยการเชื่อมโยงกรณีต่ออายุราชการของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส จารุเสถียร กับเหตุการณ์กรณีนายทหารเอาเฮลิคอปเตอร์ของทางราชการพาดาราภาพยนตร์สาวไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร แล้วเฮลิคอปเตอร์ตก แต่นายทหารใหญ่พากันออกมาปกป้องว่า เป็นการ “ไปราชการลับ” นักศึกษารามคำแหงกลุ่มหนึ่งได้ออกหนังสือชื่อ “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” มีหน้าหนึ่งทำเป็นเหมือนหน้าโฆษณามีข้อความ 4 บรรทัดว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ลงมติต่ออายุราชการหัวหน้าสัตว์ป่าอีกหนึ่งปี เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอกไม่น่าไว้วางใจ” สร้างความโกรธเคืองให้แก่ผู้นำเผด็จการสมัยนั้นอย่างรุนแรง อธิการบดีรามคำแหงขณะนั้น คือ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ จึงต้อง “เอาใจนาย” ด้วยการ “ลบชื่อ” ไล่ออกนักศึกษา 9 คน จนเกิดการประท้วงใหญ่ของนักศึกษา เมื่อวันที่ 2122 มิ.ย. 2516 ซึ่งเป็นการ “ชุมนุม ข้ามคืน” ครั้งแรกของนิสิต นักศึกษา ประชาชน และก่อนสลายการชุมนุมผู้นำนักศึกษาได้ประกาศเรียกร้องให้คณะรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญและจะออกมาเคลื่อนไหวภายใน 6 เดือน หลังจากนั้น “ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” นำโดย ธีรยุทธ บุญมี ก็ก่อตัวขึ้น
วันที่ 6 ต.ค. 2516 กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเริ่มแจกใบปลิวที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ทหารอาสาข้างสนามหลวง และถูกจับไปทั้งสิ้น 11 คน ต่อมาจับเพิ่มอีก 1 และอีก 1 คน เข้ามามอบตัว คือ ไขแสง สุกไส รวมเป็น “13 กบฏ”
นักศึกษาได้ “ก่อหวอด” เรียกร้องให้ปล่อยตัว “13 กบฏ” จุดแรก คือ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แต่ “จุดไม่ติด” ต่อมา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เริ่ม “ไฮด์ปาร์ค” ที่ลานโพ ซึ่งแรกๆ ก็ไม่มีคนสนใจ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสอบแต่เสกสรรค์ก็ไม่ท้อถอย และเมื่อองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัดสินใจประท้วงโดยใช้ “ยุทธวิธี” เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ทำให้นักศึกษาเข้าห้องสอบไม่ได้และมีการประกาศงดสอบ ทำให้นักศึกษามาชุมนุมที่ลานโพมากขึ้น ต่อมาองค์การนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมใจกันเข้าร่วมประท้วง และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเลขาธิการขณะนั้น คือ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ก็ได้เข้ามา “รับไม้” เป็นผู้นำการชุมนุมต่อไป จนนำไปสู่การยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อตัว “13 กบฏ” ภายในกำหนดเวลา เมื่อรัฐบาลไม่สนองตอบข้อเรียกร้อง นิสิตนักศึกษาซึ่งชุมนุมกันจนล้นลานโพ จึงเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ก่อนจะลุกลามเป็นเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค 2516 ในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ วันที่ 14 ต.ค. 2516 มีเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกันทำให้เกิด ซึ่งแน่นอนการปราศรัยจุดชนวนที่ลานโพย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
ลานโพมิได้เป็นจุดก่อกำเนิดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เท่านั้น การต่อสู้จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และการต่อต้าน “การตระบัดสัตย์” ของผู้นำรัฐประหาร 2534 จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2535 ลานโพก็มีบทบาทสำคัญที่เป็นจุด “ก่อหวอด” ของการประท้วง คำว่า “พบกันที่ลานโพ” กลายเป็นวลีประวัติศาสตร์ และเป็นถ้อยคำที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น
การปักหมุด 14 ตุลา ที่เชิดชูคำขวัญ “พิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ณ ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปีนี้ คือ การตอกย้ำให้คนไทยรับรู้ จดจำ รำลึก และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆ ไปร่วมกันต่อสู้ต่อไป จนกว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์จะเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย







