
แรงงานไทยหายไป จริงหรือ?
วันนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน ทุกคนล้วนตื่นตัวกับ AC (ASEAN Community) โดยเฉพาะภาคธุรกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ หลังจากปรับตัวกับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาได้ไม่ทันไร พวกที่ยังไหวก็ต้องมาขบคิดกันต่อแล้วว่าหลังจาก AC มีผลจริงจังในปี 2558 แรงงานทั้ง 10 ประเทศจะสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างเสรี แต่จะเสรีแค่ไหนยังไม่ชัดเจน แต่คงเป็นเสรีแบบมีขอบเขต และก็คงจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
วันนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน ทุกคนล้วนตื่นตัวกับ AC (ASEAN Community) โดยเฉพาะภาคธุรกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ หลังจากปรับตัวกับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาได้ไม่ทันไร พวกที่ยังไหวก็ต้องมาขบคิดกันต่อแล้วว่าหลังจาก AC มีผลจริงจังในปี 2558 แรงงานทั้ง 10 ประเทศจะสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างเสรี แต่จะเสรีแค่ไหนยังไม่ชัดเจน แต่คงเป็นเสรีแบบมีขอบเขต และก็คงจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
สำหรับภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์อย่างที่ภาครัฐโฆษณาหรือไม่ว่า บ้านเราจะไม่ขาดแรงงานไร้ฝีมืออีกต่อไป เพราะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจะแห่แหนกันเข้ามาจริงหรือ? ยังเป็นคำถามในใจ
ในขณะที่ตัวเลขล่าสุดของแรงงานต่างด้าวในบ้านเรา พบว่าแรงงานต่างด้าวลดลงอย่างฮวบฮาบ สะท้อนให้เห็นได้หรือไม่ว่า บ้านเราอาจจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เลิศเลออย่างที่เรามองตัวเองอยู่ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจหลายรายมีความรู้สึกว่า “แรงงานไทยหายไปไหน?” คำถามนี้เป็นคำถามหนึ่งซึ่งได้มีคำกล่าวขานเล่าลือกันมาตั้งแต่ก่อนปรับค่าแรง 300 บาท หลังปรับค่าแรงแล้วก็ยังได้ยินพูดกันหนาหูอยู่
เสียงสะท้อนเหล่านี้ แม้มาจากเพียงแค่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง? แต่ก็ทำให้ต้องมาคิดว่า แรงงานไทยหายไปจริงหรือ? หากแรงงานไม่พอกับความต้องการของการเติบโตทางธุรกิจ เราจำเป็นต้องสนใจและเตรียมตัวกับการขาดแคลนแรงงานมากน้อยแค่ไหน? ทางการมีคำตอบให้กระจ่างชัดแล้วหรือไม่?
ก่อนอื่นเราคงต้องมาทำความเข้าใจ “กำลังแรงงาน” กันก่อน ต้องอิงวิชาการ สถิติตัวเลขกันบ้าง นิยามของกำลังแรงงานในวันนี้หมายถึง ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยไม่นับคนทำงานบ้าน คนเรียนหนังสืออยู่และคนชรา ซึ่งจากนิยามดังกล่าว สำนักงานสถิติก็ไปจัดเก็บตัวเลขกำลังแรงงานทั่วราชอาณาจักรไทยมา ปรากฏว่าปัจจุบันบ้านเรามีกำลังแรงงานรวมประมาณ 39 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 58% ของจำนวนประชากร
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษาแล้ว พบว่า กำลังแรงงานส่วนใหญ่ 53% จบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมหรือต่ำกว่า ในขณะที่อีก 27% จบสูงขึ้นมาหน่อยเป็นชั้นมัธยม นอกจากนั้นเป็นอุดมศึกษาและอาชีวะ 12% และ 3% ตามลำดับ
ตัวเลขการศึกษาของกำลังแรงงานค่อนข้างสอดคล้องใกล้เคียงกับตัวเลขแรงงานไร้ฝีมือจากการสำรวจของต่างประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว กล่าวคือการสำรวจของต่างประเทศถึงแรงงานไทยประเมินไว้ว่าเรามีแรงงานไร้ฝีมือสูงถึง 83% สอดคล้องกับตัวเลขแรงงานจบประถมกับแรงงานจบมัธยมของเรารวมกันได้ 80% แม้ว่าเราไม่ควรด่วนสรุปว่าแรงงานประถมหรือมัธยมของเราเป็นแรงงานไร้ฝีมือทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการศึกษากับฝีมือของแรงงานนั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่พอสมควร
ถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงจะตกใจปะปนกับแปลกใจกับสัดส่วนสูงลิบของแรงงานไร้ฝีมือ ในขณะที่แปลกใจกับภาคธุรกิจบ้านเราในปัจจุบันว่าทำไมยังพึ่งพาแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ถ้าดูตัวเลขสัดส่วนของแรงงานไทย เรามีแรงงานไร้ฝีมือมากมาย จึงเกิดคำถาม “แรงงานไทยหายไปไหน”
สำนักบริหารแรงงานต่างด้าวแสดงจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องไว้เมื่อต้นปีประมาณ 2 ล้านคน โดย 90% ของแรงงานดังกล่าวเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งมาจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3 ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแค่ตัวเลขแรงงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้นับแรงงานต่างด้าวเถื่อนนะครับ ซึ่งอาจจะเถื่อนแบบไม่เคยได้รับอนุญาตทำงานหรือแบบเคยได้รับอนุญาตทำงาน แต่ไม่ได้ต่ออายุใบอนุญาตและยังคงทำมาหากินในบ้านเราต่อไป ซึ่งนับวันเถื่อนแบบหลังจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นหลายล้านคน เพราะเพียงแค่ 9 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานก็หายไปแล้วเกือบ 9 แสนคน ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าแรงงานต่างด้าว 9 แสนคนนี้หายไปไหน
เป็นไปได้หรือไม่ว่าแรงงานกลุ่มนี้ทั้งหมดกลับประเทศไปแล้ว? หรือถ้ากลับประเทศไปไม่ทั้งหมด เมื่อรวมกับพวกที่ถูกจับและพวกที่เสียชีวิตแล้ว จะรวมได้ 9 แสนคนหรือไม่?
ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรครับ สำหรับคำตอบของผม ผมคิดว่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในตลาดแรงงานบ้านเราเหมือนเดิม อาจจะเพียงแต่ว่าตอนแรกเข้ามาถูกต้อง อยู่ไปๆ ไม่ต่อใบอนุญาต แต่ก็อยู่ต่อ กระนั้นหรือ?
แต่ถ้าแรงงานต่างด้าวไม่ได้หายไป และกำลังแรงงานล่าสุดไม่ได้ลดลง เราจะอธิบายปรากฏการณ์ขาดแคลนแรงงานได้อย่างไร มาดูตัวเลขอัตราว่างงาน มีสถิติตัวเลขอัตราว่างงานของเราต่ำกว่า 1% มา 2 ปีแล้ว ถ้ามองจากมุมของภาครัฐ และมองจากมุมของกำลังแรงงาน ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสวยมากเลยครับ โดยเฉพาะภาครัฐคงอยากจะตรึงตัวเลขนี้ไว้ตราบนานเท่านาน เพราะกำลังแรงงานเกือบทั้งหมดไม่ตกงาน และมีรายได้
หมายถึงคนไทยไม่ตกงาน...ปัญหาคือเกิดคำถามว่า แรงงานไม่ได้หายไป ไม่ได้ไปทำงานต่างประเทศ แต่แรงงานไม่พอ?
ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้บริหารอาจจะต้องส่ายศีรษะกันพอสมควร ถ้าหากธุรกิจกำลังเติบโต ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความต้องการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิธีการผลิตก็ยังเป็นเหมือนเดิมต้องใช้แรงงานมนุษย์ อยากผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เงื่อนไขก็มีอยู่ว่าต้องเพิ่มแรงงานก่อน ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ตรงนี้ล่ะครับ แล้วจะไปหาแรงงานจากไหน ในเมื่อแรงงานส่วนใหญ่ก็มีงานทำกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะสามารถไปดึงมาจากที่อื่นได้ แต่ก็จะเป็นการส่งต่อปัญหาดังกล่าวจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจโตขึ้น ในขณะที่อัตราว่างงานต่ำมาก ในระยะสั้นเราจะพบปัญหาขาดแคลนแรงงานเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อาจเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามที่เริ่มต้นว่า แรงงานไทยหายไปจริงหรือ???
บางท่านอาจจะแย้งในใจว่า เพราะปีนี้มีจำนำข้าว แรงงานส่วนหนึ่งจึงมุ่งหน้ากลับไปทำนาต่างหาก ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับว่า ถ้าราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น คงจะจูงใจแรงงานให้กลับสู่ท้องถิ่นมากขึ้น กลับไปทำนา ทำเกษตรกรรม เพาะปลูกอ้อย ปลูกปาล์ม ปลูกยาง ฯลฯ ราคาดี แต่ว่าปรากฏการณ์แรงงานไหลออกจากภาคอื่นๆ กลับสู่ภาคเกษตรกรรมครั้งละมากๆ ก็พบเห็นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในเดือน มิ.ย. หรือในเดือนเพาะปลูกพืชผลนั้นๆ อย่างเช่นทำนา ก็เริ่มต้นนาปี พอเดือนถัดมาจำนวนแรงงานนอกภาคเกษตรกรรมจะเหลือน้อยกว่าเดือนอื่นๆ ของปี ถึงกระนั้นเดือน ก.ค.ปีนี้กับเดือน ก.ค.ปีที่แล้วซึ่งยังไม่จำนำข้าวกันนั้น จำนวนแรงงานนอกภาคเกษตรก็ต่างกันอยู่เพียงแค่ 2,000 คน พอผ่านไปเดือน ก.ย. ถ้าไม่เจอน้ำท่วมใหญ่เหมือนปีที่แล้ว แรงงานกลุ่มนี้ก็จะเริ่มทยอยกันกลับมา
ฉะนั้นแม้ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่เกษตรกรรายย่อย ถ้ารายได้จากสินค้าเกษตรไม่ได้มากพอที่จะทำให้แรงงานกลุ่มนี้อยู่ได้ทั้งปี วัฏจักรการย้ายไปย้ายมาก็จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ในตลาดแรงานไทย
นอกจากนั้น ยังต้องไม่ลืมว่าค่าแรงขั้นต่ำก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ค่าเสียโอกาสของเกษตรกรในการอยู่เฉยๆ นอกฤดูกาลเกษตรจึงไม่น้อยเช่นกัน
จากตัวเลขเบื้องต้น ถ้าผมจะตอบคำถามว่าแรงงานไทยหายไปไหนนั้น ผมคงจะตอบว่าแรงงานไทยไม่ได้หายไปไหน แต่แรงงานที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการซึ่งนับวันยิ่งต้องการกันมากขึ้นต่างหาก ในขณะที่การผลิตสินค้าและบริการของภาคธุรกิจบ้านเรายังใช้แรงงานมนุษย์อย่างเข้มข้น
กล่าวคือเรายังพึ่งพาแรงงานทักษะน้อยถึงปานกลางเป็นหลักในการผลิต และใช้เทคโนโลยีการผลิตไม่มากนัก ยิ่งเศรษฐกิจของบ้านเราเติบโตขึ้น เราก็ยิ่งต้องการแรงงานสำหรับการผลิตมากขึ้น
แต่ในทางกลับกัน ถ้าบ้านเราผลิตโดยใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้น การผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอาจจะไม่ต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้นเลยก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น เทคโนโลยีการผลิตของบ้านเราคงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทำให้ภาคธุรกิจคงจะต้องแบกรับผลกระทบจากการผลิตแบบเดิมๆ กันไปก่อน จำนวนแรงงานที่มีอยู่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดอย่างแน่นอน บริษัทห้างร้านซึ่งมีกำลังมากหน่อยคงจะยอมจ่ายค่าแรงสูงขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดแรงงานเข้ามาทำงาน แรงงานจะอยู่ในสถานะเลือกได้ และคงจะเลือกอยู่กับบริษัทห้างร้าน ซึ่งสามารถจ่ายได้สูงกว่า สวัสดิการดีกว่า และสภาพแวดล้อมการทำงานดีกว่า ยิ่งภาครัฐส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ บริษัทข้ามชาติทั้งจีนและญี่ปุ่นเหล่านี้จะเข้ามาทำให้ทางเลือกของแรงงานเพิ่มขึ้นไปอีก และแนวโน้มของแรงงานคงจะเคลื่อนย้ายจากบริษัทห้างร้านขนาดเล็กขนาดกลางไปสู่บริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ สุดท้าย บริษัทห้างร้านขนาดเล็กขนาดกลางอาจจะต้องรับสภาพประกาศรับสมัครงานตลอดเดือนตลอดปีกันไป
เพราะฉะนั้น การหลีกเลี่ยงปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นคงจะเป็นการแข่งขันกันสร้างแรงดึงดูดจูงใจให้กับแรงงานระหว่างบริษัทห้างร้านซึ่งประสบปัญหาดังกล่าว ทั้งการเพิ่มค่าจ้างและการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับแรงงาน แต่ในระยะยาว ทางออกด้านแรงงานคงจะเป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ภาคธุรกิจจะต้องผลิตสินค้าและบริการด้วยเทคโนโลยีสูงขึ้น คล้ายกับการผลิตในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งแม้แต่ภาคเกษตร ซึ่งน่าจะใช้แรงงานจำนวนมากก็ยังใช้จำนวนแรงงานน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การผลิตที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับบ้านเราในระยะเวลาอันสั้นก็เป็นได้
เมื่อ AC (Asean Community)มีผลจริงจังในปี 2558 สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปได้พอสมควร ค่าแรงของบ้านเราซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านคงจะดึงดูดแรงงานต่างด้าวเข้ามาอีกจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้น ภายใต้เขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่ต้องเรียกใหม่ว่า เป็นประชาคมอาเซียน การทำงานของแรงงานต่างด้าวจะลดอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายไปได้มากพอสมควร แรงงานเพื่อนบ้านก็จะสามารถเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดต่างๆ ของเราได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยสำหรับตลาดแรงงานในจังหวัดเล็กๆ เมื่อการจ้างงานค่อนข้างเต็มที่แล้วในจังหวัดใหญ่ๆ
โดยรวมแล้ว แรงงานจาก A







