posttoday
มะกันเสี่ยงร่วง "หน้าผาการคลัง" ฉุด ศก.โลก ดิ่งเหวตาม

มะกันเสี่ยงร่วง "หน้าผาการคลัง" ฉุด ศก.โลก ดิ่งเหวตาม

29 ตุลาคม 2555

แม้ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สหรัฐ ในไตรมาส 3 ของปีนี้ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 2.0%

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สหรัฐ ในไตรมาส 3 ของปีนี้ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 2.0% เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จะถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกกำลังจะกลับสู่ภาวะการฟื้นตัวจากวิกฤตขึ้นอย่างช้าๆ แล้ว แต่หากมองให้ลึกลงไปและพินิจพิเคราะห์ปัจจัยโดยรอบจากความเป็นจริงโดยละเอียดแล้วจะพบว่า เศรษฐกิจเมืองลุงแซมไม่ได้ดีจริงตามตัวเลขที่ออกมา หนำซ้ำอนาคตยังมีท่าทีที่เลวร้ายลงไปกว่าเดิม และจะกลายเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งปัจจัยเสียด้วยซ้ำ

สะท้อนออกมาได้จากตัวเลขภาคการใช้จ่ายและลงทุนของเอกชน ซึ่งถือเป็นจักรกลสำคัญที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานในไตรมาส 3 ที่หดตัวลงถึง 1.3% สวนทางกับไตรมาสก่อนขยายตัวถึง 3.6% ขณะที่ตัวเลขภาคการส่งออกก็หดตัวลง 1.6% จากไตรมาสที่แล้ว อีกทั้งตัวเลขการจ้างงานที่สำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กพบว่า ในเดือนนี้ยอดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1.25 แสนตำแหน่งเท่านั้น ทำให้หวั่นเกรงว่าตัวเลขการว่างงานอาจจะเพิ่มขึ้นมาที่ 7.9% ในเดือนนี้ หลังจากลดลงมาอยู่ที่ 7.8% ในเดือนที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า สาเหตุที่ยังทำให้สหรัฐย่ำแย่และยังคงสร้างความไม่มั่นใจต่อภาคธุรกิจภายในประเทศจนไม่กล้าเพิ่มการลงทุนอยู่ตรงที่ความหวาดวิตกต่อปัญหา “ภาวะหน้าผาทางการคลัง” หรือที่เรียกติดปากกันว่า “ฟิสคัล คลิฟ” อันเป็นสภาวะที่ประชาชนและภาคธุรกิจในประเทศกำลังจะต้องเผชิญกับปัญหา 2 ด้านพร้อมๆ กันในปีหน้า

ประการแรก คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลและภาษีอื่นๆ ที่จะถูกปรับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มาตรการลดหย่อนภาษีชั่วคราวต่างๆ ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อปี 2546 จะหมดลงปีนี้ส่งผลให้อำนาจในการซื้อหรือเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศก็จะเพิ่มขึ้นโดยทันที

ปัญหาดังกล่าวจะทำให้การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งอยู่ในภาวะที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ประการที่สอง ซึ่งจะเข้ามาซ้ำเติมก็คือ การตัดลดรายจ่ายของงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สาธารณะเกินเพดานที่กำหนดแล้ว แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมานักการเมืองทั้งสองพรรคของสหรัฐอเมริกาได้มีข้อตกลงให้ปรับเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นไปได้ โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องมีการปรับลดรายจ่ายของภาครัฐลงให้ทันก่อนสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งทุกวันนี้เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่สามารถดำเนินการตามได้ เนื่องจากทั้งสองพรรคยังคงไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันถึงวิธีการตัดลดได้ จึงทำให้ต้องมีการตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐลงโดยอัตโนมัติในปีหน้า

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผลกระทบจากภาวะปัญหาที่เกิดขึ้น 2 อย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งก็เปรียบเสมือนหน้าผาที่อันตรายต่อเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในสภาวะอ่อนแอ จะทำให้เงินหายออกไปจากระบบเศรษฐกิจสหรัฐทันทีราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) หรือทำให้การขยายตัวของจีดีพีในปีหน้าหายไปถึง 0.8%

มะกันเสี่ยงร่วง "หน้าผาการคลัง" ฉุด ศก.โลก ดิ่งเหวตาม

 

ทางแก้ปัญหาทางเดียวที่จะทำให้สหรัฐรอดพ้นจากหุบเหวงบประมาณดังกล่าวคือ พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคของสหรัฐ คือ เดโมแครตและรีพับลิกันจะต้องได้ข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการตัดลดภาษีที่ใช้มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในปี 2546 ได้ให้ทันในสิ้นปีนี้

แต่ดูเหมือนว่า ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถหาทางประนีประนอมร่วมกันได้แม้แต่น้อย เพราะต่างฝ่ายต่างก็พยายามเล่นเกมการเมือง และพยายามโยนความผิดไปที่อีกฝ่ายกันไปมาอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ วันที่ 6 พ.ย.นี้กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

“กรณีความเสียหายต่อเศรษฐกิจกิจที่จะเกิดขึ้น หากทั้งสองพรรคการเมืองยังไม่สามารถแก้ไขได้นั้นจะทำให้ตำแหน่งงานเกือบ 6 ล้านตำแหน่งต้องหดหายไปจนถึงปี 2557 ซึ่งนั่นจะทำให้การว่างงานเพิ่มสูงถึง 12%” รายงานของสมาคมอุตสาหกรรมสหรัฐ (เอ็นเอเอ็ม) ระบุพร้อมย้ำว่า ภาวะความกังวลดังกล่าวกำลังทำให้เหล่าบริษัทผู้ประกอบการหลายแห่งได้หันปลดคนงานออกเป็นจำนวนมากแล้วในขณะนี้ เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงและลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจลง

ยืนยันได้จากการที่บริษัทผู้ผลิตสี ดูปองท์ที่ลดการจ้างงานลง 1,500 ตำแหน่ง ดาวเคมิคอล บริษัทเคมีภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐก็ได้ลดการจ้างงานทั่วโลกลง 3,200 ตำแหน่ง บริษัทผลิตเกมซินก้า ลดการจ้างงานลง 3,200 อัตรา และฟอร์ด มอเตอร์ ก็ได้เตรียมปิดโรงงานผลิตแห่งหนึ่งในเมืองเกนต์ ประเทศเบลเยียมซึ่งมีการจ้างงานอยู่ถึง 4,300 อัตรา ลงภายในปี 2557 ในตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนผลการคาดการณ์ดัชนีอุตสาหกรรมไอเอสเอ็มของสหรัฐในเดือน ต.ค.ปีนี้ จะลดลงมาอยู่ที่ 51.2 จุด จาก 51.5 จุด ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

สอดรับกับความเห็นของ บรูซ แม็กคาลี โฆษกของบริษัท เคลียร์พรอยซ์ ผู้ให้บริการด้านคำปรึกษาด้านเครดิตที่ระบุว่าผู้คนในสหรัฐต่างกำลังรู้สึกวิตกกังวลต่อภาวะที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ เนื่องจากเห็นว่าภาวะหน้าผาทางการคลังกำลังจะทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น และเงินในกระเป๋ามีน้อยลง

ทั้งนี้ ด้วยความที่สหรัฐคือ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่ 1 ของโลก และเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงทำให้ความหวาดหวั่นที่มีต่อสภาวะหน้าผาทางการคลัง ไม่ได้จำกัดวงผลกระทบอยู่เพียงแค่ในสหรัฐอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระดับเศรษฐกิจของทั้งโลกอีกด้วย ดังเห็นได้จากผลกระทบในวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจรายใหญ่ที่ล้มลงในปี 2551 จนนำไปสู่สภาวะช็อกทางการเงินและการค้าทั่วโลก

ความหวาดหวั่นต่อความเสี่ยงนี้เองได้รับการยืนยันได้จากการที่ โอลิเวอร์ บลองซาดนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ได้ออกมาเตือนเมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.ว่า นอกเหนือจากภาวะวิกฤตหนี้ยูโรโซนแล้ว ภาวะหน้าผาทางการคลังกำลังสร้างความเสี่ยงและกำลังจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่การถดถอยอย่างรุนแรง และด้วยความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ในอนาคตที่มากขึ้นก็ทำให้ตัดสินใจตัดลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลง 3.3% จากเดิมที่ 3.5% ขณะที่ในปีหน้าลดลงมาอยู่ที่ 3.6% จากเดิม 3.9%

ขณะที่ คริสตีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟได้ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่าความหวาดหวั่นต่อภาวะหน้าผาทางการคลัง และวิกฤตหนี้ยูโรโซนกำลังทำให้ประเทศอื่นอย่างเช่น ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง จีน และบราซิล รวมถึงทั้งโลกได้ชะลอตัวลงหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้สหรัฐจะยังคงเหลือเวลาในการเจรจา เพื่อบรรลุข้อตกลงในการสะสางปัญหาในการยืดระยะเวลาการตัดลดภาษีและการตัดลดงบประมาณไปจนถึงสิ้นปีนี้

แต่ในขณะนี้ เจฟ เวอร์ลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวโน้มอุตสาหกรรมในอนาคตจากมหาวิทยาลัยแมรี แลนด์ ได้ออกมาชี้แล้วว่าผลต่อภาวะความหวาดหวั่นได้ส่งผลให้การขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) สหรัฐ ในปีนี้หายไป 0.5% แล้ว เนื่องจากนักลงทุนและผู้ประกอบการได้หันมาชะลอการลงทุนและดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

จึงกล่าวได้ใน ณ จุดนี้ ว่า ไม่ว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ได้รู้และได้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงดังกล่าวได้ก้าวเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมที่จะฉุดรั้งให้เศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเลวร้ายอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์