
อุเบกขาพรหมวิหาร(ตอนจบ)
4 อาทิตย์ที่ผ่านมา MQ ได้นำเรื่องของอัปปมัญญากัมมัฏฐานมาคุยกัน ซึ่งเป็นกัมมัฏฐานที่สามารถแผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ไม่จำกัด จึงมีอานิสงส์ไพศาล จนเปรียบได้ว่าผู้ใดเจริญกัมมัฏฐานเหล่านี้อยู่ จิตของเขาเสมือนพรหม จึงเรียกว่า พรหมวิหาร คือ ความเป็นอยู่อย่างประเสริฐ
4 อาทิตย์ที่ผ่านมา MQ ได้นำเรื่องของอัปปมัญญากัมมัฏฐานมาคุยกัน ซึ่งเป็นกัมมัฏฐานที่สามารถแผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ไม่จำกัด จึงมีอานิสงส์ไพศาล จนเปรียบได้ว่าผู้ใดเจริญกัมมัฏฐานเหล่านี้อยู่ จิตของเขาเสมือนพรหม จึงเรียกว่า พรหมวิหาร คือ ความเป็นอยู่อย่างประเสริฐ
อัปปมัญญากัมมัฏฐานมี 4 ประเภท ซึ่งแสดงไปแล้วตั้งแต่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งสำหรับเรื่องของอุเบกขาก็มีต่อในวันนี้บางส่วนก็จะจบทั้ง 4 กัมมัฏฐานโดยย่อ
การเจริญอุเบกขาพรหมวิหารให้ถึงฌานนั้น ต้องเป็นผู้ที่เจริญอัปปมัญญาอื่นมาก่อนจนถึงฌาน 4 แล้วมาเจริญอุเบกขาอัปปมัญญาซึ่งเจริญได้เฉพาะฌานที่ 5 นับเป็นรูปปัญจมฌาน เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นฌานที่มีการมองดูสัตว์ด้วยความเสมอกัน สงบจากทั้งความรัก และความเกลียดในสัตว์ทั้งหลาย จึงมีสภาพสงบ สุขุม ประณีต ห่างไกลจากกิเลส (ยิ่งกว่า เมตตา กรุณา มุทิตา ซึ่งยังมีสภาพหยาบ เพราะองค์ฌาน ของ เมตตา กรุณา และมุทิตา นั้นประกอบด้วยโสมนัสเวทนา และยังมีความยินดีรักใคร่ในสัตว์ ทั้งยังประพฤติเป็นไปใกล้ต่อความเกลียดและความรัก) มีความเป็นกลางด้วยสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตน ย่อมมีกรรมเป็นของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปไม่ได้ โดยเริ่มจากตน มีคำบริกรรมว่า อหํ กมฺมสฺสโก เพราะเราก็มีกรรมเป็นของของตน และย่อมเป็นไปตามกรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้
การเริ่มแผ่อุเบกขาให้บุคคลอื่นๆ นั้น ก็เริ่มจาก มัชฌัตตบุคคลก่อน (บุคคลกลางๆ ที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้เกลียด) โดยบริกรรมว่า อิเม ปุคฺคลา กมฺมสฺสกา ซึ่งหมายความว่า บุคคลทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้
ต่อไปก็ให้แผ่ให้แก่ ปิยบุคคล (บุคคลอันเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ) โดยบริกรรมว่า มม ปิยปุคฺคลา กมฺมสฺสกา ซึ่งหมายความว่า บุคคลทั้งหลายอันเป็นที่รัก ย่อมมีกรรมเป็นของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้
จากนั้นก็แผ่อุเบกขาให้กับ อติปิยบุคคล (บุคคลอันเป็นที่รักอย่างยิ่ง) โดยบริกรรมว่า มม อติปิยปุคฺคลา กมฺมสฺสกา ซึ่งหมายความว่า บุคคลทั้งหลายอันเป็นที่รักใคร่อย่างมาก ย่อมมีกรรมเป็นของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้
แล้วจึงแผ่ให้กับ เวรีบุคคล (บุคคลที่เป็นศัตรูกัน) โดยบริกรรมว่า มม เวรีปุคฺคลา กมฺมสฺสกา ซึ่งหมายความว่า บุคคลทั้งหลายที่เป็นศัตรูต่อข้าพเจ้า ย่อมมีกรรมเป็นของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้
การแผ่อุเบกขานั้นมีข้อกำหนดบริกรรม กระแสเดียว ซึ่งเป็นนัยเดียวกันกับ กรุณา และมุทิตา ดังนั้น อุเบกขา จึงแผ่ได้ 132 กระแสเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย
อโนทิโสผรณาอุเบกขา คือ แผ่อุเบกขาไปโดยไม่จำกัดบุคคล 5 ฐาน (สพฺเพ สตฺตา/สพฺเพ ปาณา/สพฺเพ ภูตา/สพฺเพ ปุคฺคลา/สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา) แต่ละฐานมีกระแสเดียว จึงคงเป็น 5 กระแส
โอทิโสผรณาอุเบกขา แผ่อุเบกขาไปโดยจำกัดบุคคลมี 7 ฐาน (สพฺพา อิตฺถิโย/สพฺเพ ปุริส/สพฺเพ อริยา/สพฺเพ อนริยา/สพฺเพ เทวา/สพฺเพ มนุสฺสา/สพฺเพ วินิปาติกา) แต่ละฐานมีกระแสเดียว จึงคงเป็น 7 กระแส
ทิสาผรณาอุเบกขา แผ่อุเบกขา ไปทั้งไม่จำกัดบุคคล 5 จำกัดบุคค 7 รวมเป็น 12 ฐาน แผ่ไป 10 ทิศ จึงเป็น 120 กระแส
เมื่อรวม 3 นัย คือ 5 + 7 + 120 จะได้การแผ่อุเบกขาทั้งสิ้น 132 กระแส
การแผ่อุเบกขา ก็ต้องกระทำให้ถึง สีมสัมเภท เช่นเดียวกันกับอัปปมัญญาอื่นๆ การเจริญอุเบกขาให้ถึงอัปปนาภาวนา อัปปนาสมาธิ คือ เกิด ปัญจมฌานจิตนั้นก็เป็นไปเช่นเดียวกับ เมตตา กรุณา มุทิตา ดังที่ได้แสดงไว้แล้วในอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงแต่อุเบกขานั้น เป็นการเจริญที่จะทำให้เกิดปัญจมฌานเท่านั้น







