posttoday
บริษัทยาหลังยกเครื่องแผนสุขภาพ

บริษัทยาหลังยกเครื่องแผนสุขภาพ

24 มีนาคม 2553

แม้ในระยะยาวบริษัทยาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในสหรัฐได้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นบริษัทยาใหญ่น้อยอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

แม้ในระยะยาวบริษัทยาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในสหรัฐได้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นบริษัทยาใหญ่น้อยอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

อาจกล่าวได้ว่า กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ ประชาชน รัฐบาล ธุรกิจประกัน และอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์

ในส่วนของประชาชน ถือเป็นกระทบในด้านบวก เพราะจะมีชาวอเมริกันอีกอย่างน้อย 32 ล้านคน สามารถเข้าถึงการประกันสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ชาวอเมริกันมีช่วงอายุขัยที่สูงขึ้น และทำให้สหรัฐเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันในด้านการรับบริการทางสังคมทัดเทียมกับนานาประเทศในกลุ่มประเทศร่ำรวยด้วยกัน

ในส่วนของรัฐบาล ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และพลพรรคเดโมแครต สุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียคะแนนนิยมทางการเมือง จากความกล้าได้กล้าเสียในครั้งนี้ ภาพที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ แม้กระทั่งสมาชิกพรรคเดโมแครตถึง 34 คน ยังลงคะแนนเสียงคัดค้านกฎหมายฉบับดังกล่าว

 

บริษัทยาหลังยกเครื่องแผนสุขภาพ

ในส่วนของธุรกิจประกันนับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบมากที่สุด เนื่องจากบริษัทประกันต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งยังได้รับเงินจากภาครัฐลดน้อยลงจากโครงการประกันสุขภาพแบบเดิมที่กำลังจะถูกปรับเปลี่ยนใหม่

แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์กลับจะเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด หรือหากไม่ได้ประโยชน์มากที่ก็เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่ง MarketWatch ได้อ้างข้อสังเกตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ระบุว่า

“เราเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบในระดับเป็นกลางต่อบริษัทยาขนาดใหญ่ แม้ว่าจะมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น (จากการที่มีชาวอเมริกันทำประกันสุขภาพเพิ่มอีก 32 ล้านคน) แต่ธุรกิจยาจะได้รับผลกระทบจากส่วนลดของโครงการประกันสุขภาพระดับ D จากโครงการประกันสุขภาพ และค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อสังเกตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอาจไม่ตรงกับความจริงมากนัก หากพิจารณาที่ผลกระทบด้านบวกในระยะสั้นที่ปรากฏขึ้นกับราคาหุ้นของบริษัทยารายใหญ่ที่ต่างพากันพุ่งพรวดคล้อยหลังจากการมีมติรับกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพโดยสภาคองเกรสเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ไม่ว่าจะเป็นหุ้นของ BristolMyers Squibb บวกขึ้นมา 1.81% Pfizer Inc บวก 1.42% Teva Pharmaceutical Industries บวก 2.22% และ Forest Laboratories บวกขึ้นมาเท่ากันที่ 2.252%

ที่เห็นชัดยิ่งขึ้นก็คือ ในช่วงระหว่างที่สภาคองเกรสยังพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพเมื่อเดือน ก.ย.-ต.ค. ปีที่แล้ว ราคาหุ้นของบริษัทยาถีบตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 5% ขึ้นไป ขณะที่ธุรกิจประกันกลับทิ้งตัวลงจนติดลบเฉลี่ย 15% ซึ่งบริษัทยาที่ว่านี้ Pfizer บริษัท Novartis และบริษัท Merck

ปฏิกิริยาของอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังค่อนข้างสูงของนักลงทุนต่อแนวโน้มธุรกิจที่คึกคัก มากกว่าความคาดหวังถึงสถานการณ์ที่อาจค่อนข้างปกติ

นักลงทุนคาดหวังอะไรจากอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ในยุคหลังการยกเครื่องระบบประกันสุขภาพ?

หากคิดด้วยตรรกะเชิงธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน ย่อมง่ายที่จะเห็นว่า บริษัทยาจะสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการขายยาให้กับโครงการรักษาตามระบบประกันสุขภาพสหรัฐ เนื่องจากประชาชนทุกคนมีพันธะต้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบตามกฎหมายฉบับใหม่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จะต้องรับการดูแลอย่างเป็นพิเศษ และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะทำรายได้ให้กับบริษัทมากขึ้น

แต่ระบบประกันสุขภาพของสหรัฐมีความซับซ้อนอย่างมาก แม้กระทั่งชาวอเมริกันหรือกระทั่งประเทศที่ระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายังเข้าใจกลไกของสหรัฐได้ยาก ซึ่งนี่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่รัฐบาลโอบามาต้องตัดสินยกเครื่องเสียใหม่

ความซับซ้อนที่ว่านี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนแม้กระทั่งในแผนปฏิรูปที่มีการ “ทำให้ง่าย” ขึ้นมาบ้าง ความซับซ้อนเกี่ยวพันกับเงื่อนไขที่บริษัทยาต้องยอมรับ เงื่อนไขแรกคือ บริษัทยาจะต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์อีก 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐ เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป และเมื่อถึงปี 2561 เงินจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะไม่กำหนดราคายาขั้นต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์หวาดระแวงหนักหนา แต่ต้องรับเงื่อนไขในการให้ส่วนลดด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้รัฐบาลสหรัฐสามารถครอบคลุมประกันสุขภาพให้ทั่วถึง ส่วนลดที่ว่านี้ รวมถึงส่วนลดราคายาสามัญที่ลดในสัดส่วนสูงถึง 75%

เงื่อนไขส่วนแรกส่งผลด้านลบอย่างเห็นได้ชัด เพราะบริษัทยาต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้บริษัทในยุโรปจึงไม่ยินดียินร้ายกับโครงการยกเครื่องระบบประกันสุขภาพในสหรัฐมากนัก

ดังจะเห็นได้จากราคาหุ้นของ GlaxoSmithKline หรือ AstraZeneca หรือ Novartis และ Roche ที่ค่อนข้างนิ่ง SanofiAventis ที่ดิ่งลงถึง 2% เนื่องจากทราบดีว่าอาจต้องโอนรายได้จากยุโรปและจากภูมิภาคอื่นๆ ไปอุดค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียในสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขด้านบวกสำหรับบริษัทยาเช่นกัน นั่นคือในระยะ 12 ปีหลังจากประกาศใช้ระบบประกันสุขภาพแบบใหม่ บริษัทยาเฉพาะกลุ่มจะสามารถรักษาลิขสิทธิ์ยาเฉพาะกลุ่มได้โดยไม่ต้องถูกบังคับให้เข้ากลุ่มยาสามัญ ซึ่งหมายความว่าบริษัทยาจะสามารถทำรายได้จากยาเฉพาะกลุ่มต่อไปอย่างไม่มีเงื่อนไข และยากลุ่มนี้เองซึ่งทำรายได้ค่อนข้างเป็นกอบเป็นกำ

ด้วยเหตุนี้ แม้ในระยะยาวบริษัทยาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในสหรัฐได้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นบริษัทยาใหญ่น้อยอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น จนมีการประเมินจากบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ ว่า ในปี 2554 การปฏิรูปในสหรัฐจะกดราคาหุ้นของบริษัทยาใหญ่ๆ ลงถึง 2-3% โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลพวงจากการขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียมในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์อีก 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐในปีหน้า และนี่คือสาเหตุว่าทำไมหลายสำนักคาดการณ์จึงมองว่าผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยังเป็นผลกระทบแบบ “กลางๆ” เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ด้านบวกในระยะยาวได้อย่างชัดเจนนั่นเอง

ผลกระทบที่ออกมาในรูปกลางๆ เช่นนี้จะส่งผลถึงทิศทางราคายาในภูมิภาคอื่นๆ อย่างแน่นอน ในปีแรกๆ ของการปรับระบบประกันสุขภาพแบบใหม่ ราคายาจากบริษัทใหญ่ๆ อาจไม่ปรับลดลง เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าบริษัทเหล่านี้อาจนำรายได้จากยาเฉพาะกลุ่มมาอุดรูรั่วด้านรายได้ก็ตาม

แนวโน้มเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์กรทางสังคมต่อบริษัทยาให้ลดราคายาอาจทำได้อย่างยากเย็นขึ้น เนื่องจากบริษัทยาอาจใช้ข้ออ้างดังกล่าว

กระนั้นก็ตาม ในระยะยาวเมื่ออุตสาหกรรมเวชภัณฑ์เริ่มปรับตัวกับระบบประกันสุขภาพแบบใหม่ของสหรัฐได้มากขึ้น และสามารถประคองผลกำไรในระยะยาวได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น บริษัทยาอาจต้องรับมือกับกระแสกดดันให้ลดราคายาจากทั้งภาคสังคมและภาครัฐ

เพราะแม้บริษัทจะได้รับประโยชน์ไม่มากนักจากการปฏิรูป แต่ยังถือว่าเป็นผู้รับประโยชน์อยู่ดี กระนั้นท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประชาชนผู้เสียภาษี

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ