
สมาพันธ์ข้าวไทยถกเวียดนามฝันกุมราคาโลก
ประชาชนเกือบครึ่งโลกที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก ต้องจับตาเมื่อยักษ์ส่งออกข้าวอันดับ 1 กับ 2 ของโลก ยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งสองประเทศ ไทยเวียดนาม มาประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากครั้งแรกประชุมเมื่อปี 2547 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าการประชุมครั้งนี้คงมีข้อตกลงใหม่ๆ ออกมาเขย่าวงการอาหารได้ไม่มากก็น้อย
ประชาชนเกือบครึ่งโลกที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก ต้องจับตาเมื่อยักษ์ส่งออกข้าวอันดับ 1 กับ 2 ของโลก ยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งสองประเทศ ไทยเวียดนาม มาประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากครั้งแรกประชุมเมื่อปี 2547 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าการประชุมครั้งนี้คงมีข้อตกลงใหม่ๆ ออกมาเขย่าวงการอาหารได้ไม่มากก็น้อย
แม้ ครม.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ระหว่างการปรับ ครม. ปู 3 แต่การเดินทางไปประชุมกับเวียดนามครั้งนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้นำรัฐมนตรีหลักไปด้วยอย่างครบทีม ทั้ง กิตติรัตน์ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งทั้งสองคนยังอยู่ใน ครม. ปู 3 อย่างเหนียวแน่น วาระการเจรจาครั้งนี้บุญทรง บอกว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะหารือขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และติดตามความร่วมมือด้านตลาดข้าว ตลาดมันสำปะหลังร่วมกัน โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้การค้าและการลงทุนสองฝ่ายขยายตัวกว่า 20% ภายใน 3 ปี (ปี 2555-2558)
สำหรับความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับเวียดนาม จะแยกประเด็นการหารือออกจากกรอบความร่วมมือค้าข้าวอาเซียน ซึ่งการเจรจาจะเป็นความร่วมมือการค้าข้าวระหว่างไทยและเวียดนามเท่านั้น โดยเฉพาะการหารือเรื่องการไม่ตัดราคาขายข้าวแข่งกัน หรือมีการแบ่งตลาดข้าวให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ข้าวไทยกับข้าวเวียดนามส่งออกกันคนละตลาด ไม่ต้องมาแข่งขายตัดราคากันเอง
นอกจากนี้ จะมีการหารือเรื่องการสร้างมูลค่าข้าวร่วมกัน วิธีการจะเป็นลักษณะร่วมมือกันแปรรูปข้าวให้เป็นสินค้าชนิดอื่น เพื่อสร้างมูลค่าข้าว หรือสร้างมาตรฐานข้าวร่วมกัน และการสร้างเสถียรภาพด้านราคาข้าวในตลาดโลก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวนาทั้งสองประเทศ
พร้อมกันนี้ ไทยยังมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าร่วมกันในเวียดนาม ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์ในการส่งออกสินค้าไม่เฉพาะข้าวเท่านั้น แต่เป็นสินค้าทุกชนิด หรือแม้แต่การสร้างไซโลข้าวร่วมกันระหว่างไทยและเวียดนาม โดยการหารือจะเป็นข้อสรุปในเบื้องต้นก่อนภายใต้กลไกความร่วมมือระดับรัฐมนตรี ระดับเจ้าหน้าที่ และสมาพันธ์โรงสีและผู้ค้าข้าวอาเซียน หลังจากนั้นจะให้ระดับเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายลงลึกในรายละเอียด เพื่อให้การเจรจาเกิดผลเป็นรูปธรรม
บุญทรง กล่าวว่า นอกจากสินค้าข้าวแล้ว จะมีการหารือความร่วมมือเกี่ยวกับสินค้ามันสำปะหลัง ซึ่งลักษณะความร่วมมือจะคล้ายกับความร่วมมือด้านข้าว และจะขอให้เวียดนามผลักดันพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศด้วย
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เรื่องความร่วมมือไม่ขายตัดราคาข้าวระหว่างไทยและเวียดนาม คาดว่ายังไม่ได้ข้อสรุปในการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งจะต้องให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองประสานข้อมูลกันอีกครั้ง เพราะขณะนี้ข้าวไทยและเวียดนามห่างกันถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้นทางออกเรื่องดังกล่าวอาจมีแบ่งตลาดข้าวให้ชัดเจนที่จะส่งออกระหว่างกัน จำเป็นต้องใช้เวลานาน
กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงกรณีไทยจะผลักดันให้จัดตั้งสมาพันธ์โรงสีข้าวและผู้ค้าข้าวอาเซียน 5 ชาติ (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย) ในการประชุม ครม.ร่วมไทยเวียดนาม ว่า เป็นแนวคิดที่ดี แต่ในทางปฏิบัติต้องใช้เวลา เพราะปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวโลกไม่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะอินเดียส่งออกข้าวในปริมาณที่สูง
“เวียดนามมีนโยบายยกระดับราคาข้าวเหมือนไทย แต่ก็มีนโยบายผลิตข้าวเพื่อส่งออกสู่ตลาด โดยเฉพาะเมื่ออินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้งในปริมาณที่สูงและราคาต่ำ เวียดนามจึงต้องลดราคาข้าวลงมาแข่ง ดังนั้นการจัดตั้งสมาพันธ์จะมีผลจิตวิทยาในระยะสั้น แต่ปัจจัยหลักอยู่ที่ปริมาณข้าวส่งออกของอินเดีย” กอบสุข กล่าว
ชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า แนวคิดจัดตั้งสมาพันธ์โรงสีข้าวเป็นสิ่งที่สมาคมโรงสีผลักดันตั้งแต่ปี 2553และได้รับความสนใจจากรัฐบาลชุดนี้ หากกลไกการทำงานของสมาพันธ์มีประสิทธิภาพ เชื่อว่าจะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกมีเสถียรภาพ และชาวนาที่ปลูกข้าวไม่ขาดทุน
ชาญชัย เสนอว่า สมาพันธ์ควรมีบทบาทในการกำหนดราคาข้าวขั้นต่ำของข้าวแต่ละประเภท และราคาตามเกรดคุณภาพ เช่น ข้าวขาว 5% ราคาข้าวคุณภาพควรอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนข้าวคุณภาพรองลงมาราคาไม่ควรต่างกันเกิน 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือข้าวหอมมะลิ 100% ราคาขั้นต่ำน่าจะอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน
“สมาพันธ์ต้องเป็นเวทีให้ทุกประเทศเข้ามาร่วมกันในการกำหนดราคาข้าวตามเกรดคุณภาพ ไม่ใช่ขายข้าวตัดราคากันเอง ซึ่งเราไม่ต้องการเห็นราคาขายข้าวแพงจนคนซื้อกินไม่ได้ แต่อยากเห็นราคาข้าวมีเสถียรภาพ ซึ่งวันนี้คนกินข้าวมีหลากหลาย เช่น ข้าวที่กินเพื่อให้อิ่มท้อง ข้าวที่กินเพื่อให้อร่อย และข้าวที่กินเพื่อสุขภาพ” ชาญชัย กล่าว
ชาญชัย กล่าวว่า วงการค้าข้าวเริ่มเห็นสัญญาณว่า ในปี 2556 แรงขายข้าวของอินเดียจะไม่มากเหมือน 12 ปีก่อน ราคาข้าวโลกจึงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงไม่จำเป็นที่ไทยต้องตัดราคาข้าวลงมาขายแข่งกันกับเวียดนามและอินเดียเพื่อเป็นแชมป์ส่งออกข้าว เพราะวันนี้ไทยขายข้าวน้อยกว่าเวียดนาม แต่เก็บเงินได้มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากวาระความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องข้าวและสินค้าเกษตร ไทยกับเวียดนามจะผลักดันการใช้ประโยชน์การเชื่อมโยงทางคมนาคม เช่น เส้นทาง R9 (East West Economic Corridor) วาระด้านการเมืองและความมั่นคงจะหารือการขยายความร่วมมือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิยาเสพติด ค้ามนุษย์ จะพิจารณาความร่วมมือด้านทหาร เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล วาระด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาเพิ่มอีก 2 แห่งในเวียดนามใน 5 ปี
นอกจากนี้ ก่อนประชุม ครม.สองชาติ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีกำหนดการหารือสองต่อสองกับ เหวียนเติ๊นสุง นายกฯ เวียดนาม เพื่อยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เพิ่มช่องทางร่วมมือผลักดันผลประโยชน์ระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคอาเซียน และเวทีระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย







