
เก็บตกวาทะเด็ด "รอมนีย์" "ปาก" พาชวดเก้าอี้ผู้นำมะกัน
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับศึกการโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์เรียกคะแนนเสียงโค้งสุดท้ายจากชาวอเมริกัน
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับศึกการโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์เรียกคะแนนเสียงโค้งสุดท้ายจากชาวอเมริกัน ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา เจ้าสังเวียนจากพรรคเดโมแครต และ มิตต์ รอมนีย์ คู่ท้าชิงตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ทั้ง สามครั้ง ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้นำในวันตัดสินชี้ชะตา 6 พ.ย.นี้
แม้จะได้รู้ผลกันไปแล้วว่า การปะทะฝีปากกันทั้ง สามรอบนั้น ทั้งโอบามาและรอมนีย์ ต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างสูสี โดยที่ในการโต้วาทีในครั้งแรก อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์สามารถคว้าชัยไปได้จากวาทะอันร้อนแรงและท่าทีอันดุดัน ไล่ต้อน โอบามา ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองฝีปากกล้าตัวพ่อของโลก เป็นอันต้องหงอ
อย่างไรก็ตาม ในการแสดงวิสัยทัศน์ สอง ครั้งสุดท้าย ดูเหมือนว่าเครื่องรอมนีย์จะไม่ร้อนพอและแผ่วกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ประธานาธิบดีโอบามา สามารถกลับมาผงาดในผลสำรวจคะแนนเสียงครั้งล่าสุดได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละครั้งที่อดีตผู้ว่าการรัฐผู้นี้เปิดปากขึ้นมาทีไร นอกจากจะไม่ช่วยโน้มน้าวซื้อใจชาวอเมริกันที่ยังคงไม่ตัดสินใจเลือกข้างได้สักเท่าไรแล้ว ยังอาจทำให้ชาวอเมริกันต้องนั่งคิ้วขมวดด้วยความ “สับสน” และอดขำในความ “เปิ่น” ของรอมนีย์ไม่ได้
ไล่เรียงกันไปตั้งแต่วาทะเด็ดดวงจากปากของ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงในศึกดีเบตครั้งแรกว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา กับประเด็นสังหาร “บิ๊กเบิร์ด” ที่ทำให้เครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แทบลุกเป็นไฟ
เหตุเพราะในระหว่างการตอบโต้กันในประเด็นการสร้างงานในสหรัฐ รอมนีย์ ได้ประกาศลั่นอย่างเต็มปากเต็มคำว่า จะตัดงบสนับสนุนของรัฐบาลต่อสถานีโทรทัศน์พีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะของสหรัฐ เพื่อให้มีการยุบรายการทีวีบางรายการ โดยเฉพาะการ์ตูนชื่อดังขวัญใจเด็กๆ อย่าง “เซซามี สตรีต” ลง เนื่องจากเจ้าตัวมองว่าจะได้นำเงินส่วนดังกล่าวมาเป็นเงินลดหย่อนภาษีสำหรับภาคธุรกิจ เพื่อกระตุ้นการจ้างงานได้อีกทางหนึ่ง
“ผมชอบพีบีเอสและผมก็รักบิ๊กเบิร์ด แต่ผมจะไม่ยอมเสียเงินไปกับสิ่งที่เราต้องยืมเงินมาจากจีนเพื่อจ่ายสิ่งนั้นอีกต่อไป” รอมนีย์ กล่าว
เรียกได้ว่าภายหลังวาทะดังกล่าวหลุดออกมาจากปากเพียงไม่กี่นาที บรรดาชาวไซเบอร์ก็ระดมทวีตข้อความทั้งในเชิงล้อเลียนและต่อสู้เป็นปากเป็นเสียงให้กับเจ้านกยักษ์สีเหลืองตัวนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครในรายการเด็กดังกล่าวกันอย่างกว้างขวาง เสียจนคำว่า “รอมนีย์เล็งสังหารบิ๊กเบิร์ด” กลายเป็นคำลงท้ายข้อความในทวิตเตอร์ ที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และ “บิ๊กเบิร์ด” ก็กลายเป็นคำที่ถูกใช้ในเครือข่ายเฟซบุ๊กมากที่สุดเป็นประวัติการณ์แซงหน้าคำว่า โอบามาแคร์ และภาษีอีกด้วย
บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจยังแห่ออกมาตอกย้ำให้ตัวแทนชิงเก้าอี้ผู้นำจากพรรครีพับลิกัน วัย 65 ปีผู้นี้ ขายหน้าเล่นๆ อีกว่า สิ่งที่รอมนีย์กล่าวมานั้นผิดถนัด เพราะตัวการ์ตูนจากเรื่องเซซามี สตรีต สามารถทำรายได้ให้กับเศรษฐกิจสหรัฐได้อย่างมหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินกู้จากแดนมังกรตามที่รอมนีย์กล่าวอ้างแต่อย่างใด
“เพียงแค่บริษัทของเล่นแฮชโบรเพียงแห่งเดียว ตัวละครเซซามี สตรีต ก็สามารถสร้างรายได้ถึง 70-75 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,1702,325 ล้านบาท) ต่อปีแล้ว” แกร์ริก จอห์นสัน นักวิเคราะห์จาก บีเอ็มโอ แคปิตอล มาร์เก็ตส์ กล่าวกับเว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ พร้อมยกตัวอย่างผลการสำรวจยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับบิ๊กเบิร์ดและผองเพื่อนในเซซามี สตรีต โดยเฉพาะชุดแฟนซีบิ๊กเบิร์ดสำหรับผู้ใหญ่ของเว็บไซต์คอสตูมเครซดอตคอม พบว่ายอดขายภายหลังศึกดีเบตพุ่งขึ้นเกือบ 500% ทีเดียว
นับเป็นการหักล้างทฤษฎี “สังหารบิ๊กเบิร์ดเพื่อสร้างงานในสหรัฐ” ของรอมนีย์แบบไม่เหลือชิ้นดี และส่งให้ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันกลายเป็น “ตัวตลก” ที่ถูกนำมาล้อเลียนและตัดต่อภาพลงในสื่อทุกแขนงอย่างช่วยไม่ได้
เท่านั้นยังไม่พอ ในระหว่างศึกโต้วาทีครั้งที่ 2 รอมนีย์ ยังเป็นผู้บุกเบิกคำพูดยอดฮิตคำใหม่ที่ถูกพูดถึงและนำมาใช้ในโลกออนไลน์เป็นพลุแตกอีกครั้งกับคำว่า “Binders Full of Women” หรือ “แฟ้มประวัติหญิงล้วน”
โดยที่มาของคำพูดดังกล่าว มีขึ้นระหว่างการตอบคำถามเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของผู้หญิงในที่ทำงาน ซึ่งรอมนีย์พยายามอธิบายถึงความเปิดกว้างในเรื่องสิทธิสตรีของตนเอง ด้วยการเล่าว่า เมื่อครั้งที่เจ้าตัวยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐแมสซา ชูเซตส์ ได้เคยเรียกประชุมคณะผู้บริหารของมลรัฐ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เฟ้นหาผู้หญิงเพื่อเข้าร่วมเป็นทีมงานเพิ่มเติม เนื่องจากคณะรัฐมนตรีของมลรัฐส่วนใหญ่ในขณะนี้ล้วนเป็นผู้ชายทั้งสิ้น ซึ่งในเวลาต่อ มาเจ้าหน้าที่ได้มอบ “แฟ้มประวัติหญิงล้วน” ให้กับเขา เพื่อใช้เลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
สิ่งที่รอมนีย์พูดออกมานั้น หากฟังเพียงผิวเผินโดยไม่ได้คิดตาม อาจดูดีที่บ่งบอกถึงความพยายามชักจูงให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารมากขึ้น ทว่าหากใช้สติไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก็จะพบว่า “แฟ้มประวัติหญิงล้วน” ของอดีตท่านผู้ว่าการรัฐนั้น ไม่ต่างอะไรกับบูเมอแรงที่เคลือบไปด้วยการดูถูกและการเลือกปฏิบัติต่อเพศแม่ ที่ลอยกลับมาซัดรอมนีย์โดยไม่รู้ตัว
เห็นได้จากภายหลังที่ รอมนีย์ โพล่งคำว่า “แฟ้มประวัติหญิงล้วน” ออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง คำดังกล่าวก็ถูกนำไปโพสต์ล้อเลียนตามสื่อสังคมออนไลน์อย่างทันควัน โดยกลายเป็นหัวข้อสนทนาในทวิตเตอร์ที่มีชาวไซเบอร์ทวีตมากที่สุด ขณะที่ โอบามา ก็ไม่ลืมเกาะกระแสหยิบยกคำนี้ขึ้นมาโจมตี รอมนีย์ ในระหว่างการหาเสียงที่มลรัฐไอโอวาอีกด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมของ รอมนีย์ ซึ่งในอดีตเคยได้ฉายา “มิตต์ผู้กลับกลอก” มาแล้ว ที่ต้องปฏิบัติในศึกโต้วาทีทุกครั้งหรืออย่างไร เพราะในสังเวียนโต้วาทีครั้งที่ 3 ในประเด็นนโยบายต่างประเทศ อดีตผู้ว่าการรัฐผู้นี้ก็ได้ “ปล่อยไก่” อีกครั้งตามระเบียบ เปิดทางให้ โอบามา สวนหมัดกลับมาจนน็อกเกี่ยวกับเรื่องขนาดของกองทัพสหรัฐในปัจจุบัน
“กองทัพเรือของเราล้าหลังมาก แถมขนาดกองทัพก็ยังเล็กลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2460 เพราะในการปฏิบัติภารกิจแต่ละครั้ง ทางกองทัพต้องใช้เรือรบอย่างน้อย 313 ลำ แต่ว่าตอนนี้เรามีเพียง 285 ลำเท่านั้น ซึ่งจำนวนนี้จะลดจำนวนลงไปอีกเหลือไม่ถึง 200 ลำ ถ้ามีการตัดลดงบประมาณด้านกลาโหมตามแผนของโอบามา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้จริงๆ” รอมนีย์ โจมตี
อย่างไรก็ตาม ในยกนี้ โอบามา สามารถตอกกลับในเชิงเย้ยหยันถึงความล้าหลังและอ่อนด้อยความรู้ในด้านกองทัพของรอมนีย์ได้อย่างเจ็บแสบที่สุดว่า
“คุณได้กล่าวถึงกองทัพเรือของเราว่า มีจำนวนเรือรบน้อยลงกว่าที่เราเคยมีในปี 2460 ซึ่งผมอยากจะบอกว่าในตอนนี้สหรัฐก็มีม้าและดาบปลายปืนน้อยลงด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่ารูปแบบของกองทัพได้เปลี่ยนไปแล้ว เรามีสิ่งที่เรียกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไว้ให้เครื่องบินลงจอด และก็มีเรือที่ลงไปใต้น้ำได้ หรือที่เรียกว่าเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ เพราะว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมานั่งนับจำนวนเรือเหมือนเล่นเกมยุทธการเรือรบแบบเด็กๆ แต่เป็นเรื่องของศักยภาพต่างหาก” โอบามา กล่าว
และในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง บรรดากลุ่มผู้สนับสนุนโอบามา นอกจากจะมีการโพสต์และทวีตอย่างถล่มทลายแล้ว ยังได้มีการสร้างเว็บไซต์ “ทหารม้าสำหรับรอมนีย์” (Cavalrymen for Romney.com) บอกเล่าความดีความชอบของโอบามาในฐานะผู้สิ้นสุดสงครามอิรัก โดยไม่ลืมโจมตีผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันด้วยการ์ตูนล้อเลียน ที่นำรูปภาพใบหน้าของรอมนีย์มาตัดต่อใส่ชุดนายทหารม้าในสมัยก่อน พร้อมเขียนข้อความเสียดสี โดยบางรายถึงขั้นแต่งเพลงเสียดสี ก่อนโพสต์ลงเว็บไซต์ยูทูบเลยทีเดียว
งานนี้เรียกได้ว่า ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายได้เข้ามาเยือนรอมนีย์ให้ได้ปวดหัวอีกครั้ง เมื่อ แทค รอมนีย์ ลูกชายคนโตหัวแก้วหัวแหวน วัย 42 ปี พลั้งปากพูดออกสื่อว่า “อยากต่อยโอบามา” ในระหว่างการให้สัมภาษณ์รายการวิทยุแห่งหนึ่ง ภายหลังถูกถามจี้จุดถึงความรู้สึก เมื่อเห็นพ่อบังเกิดเกล้าถูกโอบามารุมยำบนเวทีดีเบตจนเละเป็นโจ๊ก และถูกกล่าวหาว่าเป็นคน “ขี้โกหก” สะท้อนให้เห็นถึง “ทักษะการพูดไม่คิด” ที่กลายเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นได้เป็นอย่างดี
“ผมอยากจะวิ่งขึ้นไปบนเวทีและชกหน้าโอบามาสักตั้ง แต่ก็นะ เราคงทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไหนจะบอดีการ์ด หรือตำรวจสายลับเดินกันเต็มไปหมด อีกอย่างนั่นก็เป็นหนึ่งในกระบวนการดีเบตอยู่แล้ว ที่อีกฝ่ายต้องโจมตีคู่แข่งเสียๆ หายๆ ด้วยการปรักปรำในสิ่งที่พ่อของผมไม่ได้ทำอยู่แล้ว” แทค รอมนีย์ กล่าว
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่ายังคงไม่มีอะไรมารับประกันหรือตัดสินชะตาของ รอมนีย์ ในเส้นทางชิงเก้าอี้ผู้นำครั้งสำคัญนี้ เมื่อผลสำรวจความนิยมของหลายสำนักยังคงแกว่งไปมาระหว่างคู่แข่งทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม หาก รอมนีย์ ยังพูดกลับกลอกและแสดงความ “เปิ่น” ไม่เป็นผู้นำขัดหูขัดตาชาวอเมริกันอย่างนี้ต่อไป มีหวังได้บอกลากับความฝันผงาดขึ้นเป็นเจ้าพญาอินทรีแบบถาวรเป็นแน่!







