posttoday
เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าอ่าวไทยไร้ซึ่งก๊าซธรรมชาติ

เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าอ่าวไทยไร้ซึ่งก๊าซธรรมชาติ

26 ตุลาคม 2555

โดย...มนูญ  ศิริวรรณ

โดย...มนูญ  ศิริวรรณ

หลายท่านคงทราบแล้วว่าก๊าซธรรมชาติที่เราค้นพบในอ่าวไทยตั้งแต่สมัยท่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุ่งเรือง “โชติช่วงชัชวาล” มาจนถึงทุกวันนี้ กำลังมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ และจะหมดไปในอนาคตอันใกล้นี้ (ไม่เกิน 20 ปี ถ้าเราไม่สามารถหาแหล่งใหม่ๆ เพิ่มเติมได้) และถึงแม้จะขุดพบแหล่งใหม่เพิ่มเติมได้ แต่ปริมาณการผลิตก็จะน้อยลง สวนทางกับความต้องการที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมทั้งราคาก็จะแพงขึ้นด้วย เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ด้านพลังงานที่ใหญ่มากสำหรับประเทศไทยว่า “เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าอ่าวไทยไร้ซึ่งก๊าซธรรมชาติ”

ตัวเลขความต้องการก๊าซธรรมชาติของไทยในระยะยาวจากปี 2554-2573 จากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 4,167 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน (MMSCFD@1,000 BTU/SCF) ในปี 2554 เป็น 6,999 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นถึง 168% ภายในเวลาเพียง 19 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 8.8% ต่อปี ซึ่งต้องถือว่าสูงมาก

สาเหตุที่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติสูงมากในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนในอนาคตข้างหน้านั้น ก็เนื่องมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้มีความต้องการพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักสูงถึง 68% ของพลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนั้นยังมาจากการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ก๊าซเป็นพลังงานในการผลิต ซึ่งคาดว่าการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีจะมีการใช้ก๊าซในอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 3% นับจากปี 25552573

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการใช้ก๊าซเพิ่มมากขึ้นในบ้านเรา นั่นก็คือนโยบายในการกำหนดราคาก๊าซหุงต้มหรือก๊าซ LPG ในราคาต่ำเป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี โดยมีการตรึงราคา LPG หน้าโรงแยกก๊าซไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ประมาณ 10.30 บาท/กก.) ทำให้มีการขยายตัวของการใช้ก๊าซ LPG เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในภาคครัวเรือนและในภาคขนส่ง รวมทั้งการลักลอบขนออกขายยังประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และแก้ไขไม่ได้จนกว่ารัฐบาลจะกล้าปรับโครงสร้างราคา LPG ในประเทศให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ด้านการผลิตไฟฟ้ามองไปในอนาคต เราก็มีแต่จะต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยแผน PDP 2010 rev.3 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ระบุว่า จะต้องมีการปรับลดโรงไฟฟ้าถ่านหินจาก 7,740 MW เหลือ 4,400 MW ปรับลดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จาก 4,000 MW เหลือ 2,000 MW และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเข้ามาทดแทนจาก 18,400 MW เป็น 25,451 MW

เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าอ่าวไทยไร้ซึ่งก๊าซธรรมชาติ

 

ดังนั้น ความต้องการก๊าซธรรมชาติของเราจึงไม่มีทางที่จะลดลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถึงแม้เราจะพยายามประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Demand Side ManagementDSM) มากมายขนาดไหนก็ตาม

หันมาดูทางด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติบ้าง ปัจจุบันเรามีความสามารถในการจัดหาก๊าซมาป้อนความต้องการได้พอเพียงที่ 4,171 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน แต่ความสามารถนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 3,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2573 เปรียบเทียบกับความต้องการที่ 6,999 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

นั่นหมายความว่า เราต้องหาก๊าซมาป้อนความต้องการเพิ่มขึ้นถึง 3,199 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะไปหามาจากที่ไหน หาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือถ้าหาได้ ราคาจะเป็นเท่าไร นี่คือความเสี่ยงที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานเราจะต้องเผชิญในอนาคตอีกไม่เกิน 10 ปี นับจากนี้ไป

ความเสี่ยงนี้ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การจัดหาก๊าซจากแหล่งสัมปทานเดิมจะยังคงไม่หมดไป เพียงแต่จะค่อยๆ ลดลงจนถึงปี 2573 และจะมีการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งสัมปทานเดิมและสัมปทานใหม่ ตลอดจนมีการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งซอติกา (M9 และ M11) จากประเทศเมียนมาร์แล้ว

ทางด้านการนำเข้า ก็มีการวางแผนการนำเข้าก๊าซ LNG (ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย) อย่างเต็มที่แล้ว โดยเริ่มจาก 6 แสนตัน ในปี 2554 เป็น 30.2 ล้านตัน ในปี 2573 จึงน่าเป็นห่วงว่าเราจะนำเข้ามากกว่านี้ได้อย่างไร และจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกมากแค่ไหนเพื่อรองรับการนำเข้า

ทางด้านผลกระทบ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับรู้ถึงผลกระทบของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ขาดหายไป โดยปริมาณการผลิตก๊าซ LPG ในประเทศจากโรงแยกก๊าซจะเริ่มลดลง โดยปริมาณก๊าซจะขาดหายไป 96 ล้านตัน ระหว่างปี 25622573 และต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาทดแทน โดยมีมูลค่านำเข้าประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท (เฉลี่ย 1,200 เหรียญสหรัฐ/ตัน)

ทางด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจากการส่งออกติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ เพราะมีความสามารถในการแข่งขันจากการนำเอาทรัพยากรในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ก็จะมีปัญหาวัตถุดิบในประเทศ (ก๊าซอีเทน/โพรเพน) ลดน้อยลง ปริมาณก๊าซขาดหายไป 36 ล้านตัน ระหว่างปี 25622573 ทำให้โรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศสูญเสียรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท

ด้านการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าก๊าซ LNG ในปริมาณสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ ราคาค่าไฟฟ้าขายปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นถึงเฉลี่ย 5.14 บาท/หน่วย ในปี 2573 และจะต้องเพิ่มการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชนิดอื่น เช่น ถ่านหิน หรือน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าปัญหาพลังงานที่จะเผชิญหน้าเราในอนาคตนั้นหนักหนาสาหัสนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจะตกอยู่กับคนรุ่นหลังที่เป็นลูกหลานของเราว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ถ้าคนรุ่นเราหรือรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขาใช้พลังงานกันอย่างสิ้นเปลืองจนไม่เหลือให้เขาใช้ในวันข้างหน้า

และหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนรุ่นนี้ใช้พลังงานกันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่บันยะบันยังก็คือ นโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานจากภาครัฐนั่นเอง!!!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท