
เยียวยาผู้เดือดร้อน
เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว และการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นคำกล่าวที่ติดปากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตได้ 35%
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกินเลยไปจากข้อเท็จจริง เพราะหากดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างเช่น การส่งออก หรือยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐดีขึ้นมาก
แต่การดีขึ้นของเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ได้หมายความว่าคนไทยทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเท่ากัน ในเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก หรือไปอยู่ในภาคที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง เช่น การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งระบบที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ การบริโภคในประเทศก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ เพราะม็อบเสื้อแดงเล่นดาวกระจายไปทั่ว กทม. โดยมีเป้าหมายปิด กทม. และทำให้การจราจรเป็นอัมพาต ทำให้การเดินทางออกไปจับจ่ายใช้สอยของคน กทม. ไม่ได้รับความสะดวก
นอกจากนี้ ยังมีการปาระเบิดตามสถานที่ต่างๆ อยู่เป็นระยะ ทำให้ประชาชนไม่แน่ใจในเรื่องของความปลอดภัยจึงเลือกที่จะไม่เดินทางออกนอกบ้าน
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ห้างสรรพสินค้าขายของไม่ได้ ร้านค้าย่อยที่อยู่ในห้าง รวมทั้งอยู่ในบริเวณการชุมนุมต้องปิดลงชั่วคราว กลุ่มแรงงานที่อยู่ในกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การที่รัฐจะบอกว่าเศรษฐกิจดีและไม่มีปัญหานั้น เป็นการพูดในภาพรวม แต่ในความเป็นจริงควรจะลงไปดูในรายสาขาว่าธุรกิจใดบ้างที่ได้รับผลกระทบหนักจากการชุมนุมทางการเมือง ต้องหามาตรการเยียวยาและช่วยเหลือได้แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การค้าการขายรายย่อยหรือธุรกิจเอสเอ็มอี
ตราบใดที่ประชาชนยังควานมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วพบว่าไม่ได้มีเงินเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะพูดซ้ำซากอย่างไรว่าเศรษฐกิจดีประชาชนก็จะไม่เชื่อ ในขณะเดียวกันอาจจะถูกมองว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้และเสียคะแนนเสียงไปเปล่าๆ
วันนี้รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และลงมือวางแผนรองรับเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้แล้ว ดีกว่าออกมาพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่าเศรษฐกิจดีเพียงอย่างเดียว







