posttoday
จับตาม้ฮบแดง ทำหนี้เสียเพิ่ม

จับตาม้ฮบแดง ทำหนี้เสียเพิ่ม

24 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

สัปดาห์แรกของการชุมนุมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา และโค่นล้มระบบอำมาตยาธิปไตย ยังไม่มีเสียงร้องโอดโอยอะไรจากนักธุรกิจ และรัฐบาลก็ยืนยันว่าการชุมนุมทางการเมืองถ้าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

แต่เมื่อการชุมนุมเริ่มย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองและมีแนวโน้มยืดเยื้อ รวมทั้งเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้าๆ เสียงครวญจากนักธุรกิจเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าหากการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ที่คิดว่าการชุมนุมไม่มีผลต่อเศรษฐกิจก็เริ่มที่จะไม่จริงเสียแล้ว

แม้ระบบเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 ตัว คือ การส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐบาล การใช้จ่ายของเอกชน และการลงทุน การส่งออกนั้นพุ่งรุ่งโรจน์ไปแล้ว เพราะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นสูงสุดทำลายสถิติในรอบหลายๆ เดือนเป็นเลขสองหลัก

แต่เครื่องยนต์อื่น อย่างการลงทุน ก็มีแต่ตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุน แต่การลงทุนจริงมีไม่มาก การใช้จ่ายภาครัฐบาลเริ่มสะดุด เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาทำงาน ไม่มีเวลาจะตั้งเรื่องพิจารณาผลักดันงบไทยเข้มแข็งออกไป

สำหรับการใช้จ่ายของเอกชนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะประชาชนเริ่มไม่มั่นใจและเริ่มที่จะหยุดใช้จ่าย โดยเฉพาะการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่าง สีลม สุขุมวิท ประตูน้ำ แยกราชประสงค์ ฯลฯ

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สถานการณ์เศรษฐกิจก็จะเริ่มชะลอตัวลงอย่างช้าๆ เหมือนช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งถือว่าเป็นม็อบเสื้อเหลือง

บรรยากาศสดใสของเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนเป็นบรรยากาศเศร้าหมอง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การค้าและบริการที่สร่างไข้จากการที่ พธม. ปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อสองปีที่แล้ว

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี หนี้เสียก็จะเริ่มส่งกลิ่นออกมาจากธนาคารพาณิชย์ มีโอกาสสูงว่าหนี้เสียของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น

นายอติพัฒน์ อัศวจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากการชุมนุมทางการเมืองกินเวลาไปอีก 24 เดือน จะเห็นภาพชัดเจนว่าส่งผลกระทบต่อสัญญาณการชำระหนี้ของลูกค้าธนาคารอย่างไร โดยเฉพาะลูกค้าเก่าที่เคยเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) มาก่อน ก็มีโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียง่ายกว่าสินเชื่อรายใหม่

“เรื่องการเมืองถือเป็นเรื่องโจ๊ก ยังไม่มีผลกับเศรษฐกิจ สมัยซับไพรม์ลูกค้ามีปัญหามากกว่านี้อีก ปัญหาตอนนี้เกิดกับลูกหนี้รายเก่ามากกว่า รายใหม่ยังไม่เห็นสัญญาณ” นายอติพัฒน์ กล่าว

และจากการประชุมกับทีมติดตามทวงหนี้ พบว่า สัญญาณการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีสัญญาณที่ไม่ดี โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต เช่าซื้อลีสซิง จากต้นปีถึงตอนนี้ยังไม่พบสัญญาณร้าย

ทางด้านลูกค้ารายใหญ่ต้องเรียกว่านิ่ง คือยังไม่มีการเคลื่อนไหวของหนี้เสีย ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีก็ไม่น่าห่วง หากลูกค้าที่มีปัญหาก็เป็นรายที่มีปัญหามาตั้งนานแล้ว

นายอติพัฒน์ กล่าวว่า จากที่ได้ลงพื้นที่ภาคใต้ พบว่าพื้นที่อย่างสมุยหรือภูเก็ตการท่องเที่ยวยังดีมาก ที่ได้รับผลกระทบคือ กรุงเทพฯ ส่วนเชียงใหม่ ผลกระทบเกิดจากปัญหาหมอกควัน

ขณะที่ปัญหาภัยแล้งยังไม่เห็นผลกระทบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลผลิตนาปียังมีอยู่ สินค้าในตลาดยังไม่หายไป สินค้าเกี่ยวเนื่องยังไม่มีปัญหา คงต้องใช้เวลาติดตามอีก 3 เดือน

ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดการณ์ว่าคงปรับขึ้นในปีนี้จะส่งผลกระทบกับลูกค้าหรือไม่นั้น นายอติพัฒน์ เชื่อว่า ดอกเบี้ยคงจะทยอยปรับขึ้น ลูกค้ายังมีเวลาปรับตัว เพราะถ้าดูเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ยังไม่เห็นการขยับ เชื่อว่าดอกเบี้ยเงินฝากต้องปรับขึ้นนำดอกเบี้ยเงินกู้

“โดยภาพรวมผมเชื่อว่าหนี้เสียทั้งระบบในปีนี้จะอยู่ในช่วงขาลง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และตอนนี้ภาคส่งออกก็มีออร์เดอร์กลับมาแล้ว รวมถึงธุรกิจรายใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับเอสเอ็มอีก็มียอดซื้อกลับมาเหมือนกัน โดยรวมกิจการลูกค้าไปได้” นายอติพัฒน์ กล่าว

สอดคล้องกับนายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารทหารไทย ที่เปิดเผยว่า ในพอร์ตสินเชื่อของธนาคารมีลูกค้าท่องเที่ยว โรงแรม อยู่ค่อนข้างมาก ประมาณ 23% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณร้าย ในทางตรงข้าม ได้รับรายงานว่าเอ็นพีแอลของธนาคารอยู่ในช่วงขาลงด้วยซ้ำ

เมื่อไล่ลงไปดูลูกค้ารายย่อย น.ส.ณญาณี เผือกขำ ผู้อำนวยการอาวุโส สายธุรกิจ กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส กล่าวว่า ลูกค้าที่ธนาคารเน้นแม้จะเป็นลูกค้าที่ความเสี่ยงสูง ได้แก่ ลูกค้ารายได้ 8,000 บาทขึ้นไป กรณีเป็นลูกค้าต่างจังหวัด และรายได้ 1 หมื่นบาทขึ้นไป ถ้าเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ แต่ที่ผ่านมา เอ็นพีแอล ซึ่งคำนวณจากลูกค้าที่ผิดนัดชำระ 3 เดือน ก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น โดยรวมสามารถรักษาระดับไว้ได้ 3%

ขณะที่ น.ส.อัญชลี จรัสยศวุฒิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดบัตรเครดิต ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นสัญญาณชำระหนี้ผิดปกติของลูกค้ารายย่อย โดยเอ็นพีแอลปรับลดลงด้วยซ้ำ อาจจะเพราะลูกค้ามีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น

“การชุมนุมไม่ได้มีผลต่อการใช้จ่ายของคน ถ้าพูดถึงการเดินทาง แม้ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้ ก็ยังสามารถไปใช้จ่ายได้ที่ห้างสรรพสินค้า ชานเมืองใกล้บ้าน ลูกค้าก็เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ใช้จ่าย รวมถึงหมวดสินค้าจำเป็นอย่างน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ยังมีอยู่” น.ส.อัญชลี กล่าว

แม้นายแบงก์จะมองว่าต้องใช้เวลาอีก 23 เดือน ถึงจะเห็นชัดเจนว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้น แต่นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองต่อเนื่องยาวนานมา 45 ปีแล้ว และครั้งนี้ก็คงจะแย่ไม่แพ้ที่ผ่านมา เมื่อการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยืดเยื้อยาวนาน ผลกระทบจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้น

นายดุสิต มองว่า ตลาดส่งออกยังดี หากต่างประเทศมั่นใจว่าเรามีศักยภาพส่งออกดีอยู่ก็ไม่มีปัญหาต่อออร์เดอร์ใหม่ แต่หากต่างประเทศเกิดความไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าหรือไม่ การส่งออกในช่วงไตรมาส 3 จะเกิดวิกฤตอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ หอการค้าไทยต้องการที่จะให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ก็ขอให้ชัดเจนเพื่อจะได้สางแผนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีที่แล้วเอ็นพีแอลอยู่ระดับ 3.8% ปีนี้นี้ตั้งเป้าหมายลดเอ็นพีแอลลงให้เหลือต่ำกว่า 3.8% เชื่อว่าทำได้ ถ้าเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างปัจจุบัน โดยไม่มีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเข้ามากระทบ

 

 

 

แม้เอ็นพีแอลจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่หากปัญหาการเมืองยังลากยาวต่อไป จนกว่าจะหมดอายุรัฐบาลอีกปีกว่าๆ ฟันธงได้เลยว่าปัญหา “หนี้เสีย” จะกลับมาหลอกหลอนอีกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ