posttoday
หนี้เน่า-ศักยภาพอ่อนแอ เวียดนาม...คนป่วยแห่งอาเซียน

หนี้เน่า-ศักยภาพอ่อนแอ เวียดนาม...คนป่วยแห่งอาเซียน

26 ตุลาคม 2555

4-5 ปีก่อนนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างไร้ข้อกังขาว่า เวียดนาม

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

4-5 ปีก่อนนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างไร้ข้อกังขาว่า เวียดนาม คือดาวดวงใหม่แห่งอาเซียน ที่ฉายแววอย่างโดดเด่นจากตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่สวยหรู โดยในปี 2550 จีดีพีเวียดนามเติบโตมากถึง 8.5% และยังเป็นปีที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) จนนำมาซึ่งการหลั่งไหลของการค้าการลงทุนเข้ามาอย่างท่วมท้น

ทว่าในวันนี้ภาพอดีตเหล่านั้นกำลังกลายเป็น “อดีต” หลังจากที่เวียดนามกลายเป็นข่าวใหญ่ในด้านลบหลายต่อหลายครั้ง และตัวเลขทางเศรษฐกิจในปีนี้ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่เลวร้ายของเวียดนามอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกตัดลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จากระดับ B1 ลงสู่ระดับ B2 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุนถึง 5 ขั้นเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

หรือไม่ว่าจะเป็นการออกมายอมรับของรัฐบาลฮานอยเมื่อไม่นานมานี้ ว่าแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.5% ลงมาอยู่ที่ 5.2%

เหงียนฝูตรง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ยังได้ออกมายอมรับอย่างตรงๆ และขออภัยกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับการบริหารเศรษฐกิจของประเทศผ่านทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จนสร้างความประหลาดใจไปทั่ว เพราะเป็นเรื่องไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์อย่างเวียดนามจะกล้าออกมาแอ่นอกรับผิดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เวียดนามพลาดพลั้งและก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตกต่ำ และจะดำเนินต่อไปอีกในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงของเพื่อนบ้าน ก็คือปัญหาหนี้เสียในภาคธนาคารภายในประเทศที่สูงมาก

มูดี้ส์ถึงกับตราหน้าว่า เวียดนามคือประเทศที่มีหนี้เสียในภาคธนาคารมากที่สุดในอาเซียนแล้วในเวลานี้!

หนี้เน่า-ศักยภาพอ่อนแอ เวียดนาม...คนป่วยแห่งอาเซียน

และด้วยปริมาณหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่มากกว่า 1.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.68 แสนล้านบาท) ปัญหาหนี้กำลังสร้างความเสี่ยงและบั่นทอนศักยภาพทางการคลังของรัฐบาลอย่างที่สุด ถ้าหากฮานอยต้องยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือธนาคารเหล่านี้ทุกแห่ง

เหตุสำคัญของปัญหาหนี้เน่าในภาคธนาคารพาณิชย์ในประเทศเกิดจากการปล่อยสินเชื่อต่อกลุ่มรัฐวิสาหกิจในประเทศที่ง่ายเกินไป และบางรายถึงขนาดไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือแผนธุรกิจที่ชัดเจนเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากอาศัยความสนิทชิดเชื้อของระดับเจ้าหน้าที่ด้วยกัน

เท่านั้นยังไม่พอ กลุ่มรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมากับแสดงผลงานออกมาได้อย่างน่าผิดหวังและล้มเหลว รวมไปถึงขาดศักยภาพในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง โดยสะท้อนจากระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจัดทำขึ้นโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ในปีนี้ ที่ศักยภาพของเวียดนามลดลงไปถึง 10 อันดับ จากอันดับที่ 65 ลงมาอยู่อันดับที่ 75

จึงไม่แปลกที่ในช่วงที่ผ่านมาจะได้พบเห็นข่าวการประสบปัญหาด้านการเงินของรัฐวิสาหกิจในเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง ไล่เรียงไปตั้งแต่การประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงของบริษัทต่อเรือขนาดใหญ่ “วินาชิน” ที่จวนเจียนเกือบล้มละลายไปกับหนี้สินสะสมกว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท)

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีได้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันขึ้นอีกกับบริษัทเดินเรือสมุทร วินาไลน์ส ซึ่งมีหนี้สิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.32 หมื่นล้านบาท) หรือก่อหนี้มากกว่าสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่ถึง 4 เท่าตัว

ล่าสุด ได้มีการปลด ดาววันฮวง ประธานบริษัทการไฟฟ้าเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจออกไปเมื่อเดือน ก.พ. หลังจากที่บริษัทต้องขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ปีที่ 11.5 ล้านล้านด่อง

ไม่เพียงเท่านั้นปัจจัยที่กำลังบั่นทอนเศรษฐกิจให้ดิ่งลงเหวอีกอย่าง ก็คือปัญหาการทุจริตและความโปร่งใสของรัฐบาลและองค์กรต่างๆ ซึ่งหมายรวมไปถึงภาคเอกชน ดังเห็นได้จากการจัดอันดับความโปร่งใสในปี 2554 ที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 112 จากทั้งหมด 183 ประเทศ กำลังทำให้การแข่งขันและปัญหาของประเทศยิ่งทรุดลงหนัก

การปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารและกลุ่มรัฐวิสาหกิจในประเทศยังเป็นไปอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ ผ่านระบบเส้นสายที่ฝังรากลึกมานาน การใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน จนนำไปสู่การก่อหนี้เสีย

ปัญหานี้ได้สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัดในกรณีการจับกุม เหงียนดึ๊กเคียน นายแบงก์ใหญ่และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งธนาคารเอซีบีเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร

ข่าวดังกล่าวได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งชาวเวียดนามและนักลงทุนต่างชาติ และทำให้มูลค่าตลาดหุ้นลดฮวบลงกว่า 20% ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และที่สำคัญ เหงียนดึ๊กเคียน เป็นเพื่อนสนิทของนายกรัฐมนตรี เหงียงตันดุง ด้วย

ผลจากการทุจริตในครั้งนี้ ได้กระเทือนไปถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเวียดนามอย่างหนักในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ จนต่างพากันสงสัยว่าอาจจะมีการปกปิดตัวเลขหนี้เสียที่แท้จริงอยู่ โดยตัวเลขที่รัฐบาลประกาศออกมา 1.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่แท้จริง ซึ่งตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นหลายเท่าตัว

ขณะที่ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกนั้น เวียดนามกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก โดยคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเวียดนามได้ออกรายงานว่าอาจจำเป็นต้องร้องขอเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึง 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) หลังจากการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศของเวียดนามชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดเอฟดีไอ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ที่ลดลงถึง 28% เมื่อเทียบเวลาเดียวกันกับปีก่อน

และที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ปัญหาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศกำลังรุมเร้าเวียดนามอย่างหนัก ล่าสุดนั้นระดับเงินเฟ้อของเวียดนามที่เคยพุ่งไปถึง 23% เมื่อปีที่แล้ว กำลังส่งสัญญาณว่ากำลังกลับมาสร้างความหวาดผวาให้อีกครั้งในวันนี้ เมื่อดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ต.ค.ได้พุ่งไปที่ 7% แล้ว จากเดิมที่ 6.48% ในเดือนก่อนหน้า ยิ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของเวียดนามเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก

เวียดนามในวันนี้ จึงไม่ต่างกับ “คนป่วยของอาเซียน” ที่ปัญหาภายในถูกบ่มเพาะมานาน และถูกปกปิดไว้ด้วยตัวเลขอัตราการเติบโตที่สวยหรูแต่จอมปลอมกำลังเน่าเฟะเผยโฉมให้เห็นกันอย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกกำลังทำให้เวียดนามย่ำแย่ และคนป่วยที่เพื่อนบ้านต้องไม่มองข้าม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท