posttoday

ข้อท้วงติงเพื่อการพัฒนานโยบายสาธาณะ

24 ตุลาคม 2555

ในช่วงที่ผ่านมามักจะได้ยินเสียงของการทักท้วง ท้วงติง และตักเตือนจากสถาบันวิชาการ

โดย...วุฒิสาร ตันไชย

ในช่วงที่ผ่านมามักจะได้ยินเสียงของการทักท้วง ท้วงติง และตักเตือนจากสถาบันวิชาการ ผู้รู้ และนักวิชาการอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการท้วงติงจากอาจารย์อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว หรือกรณีของการเตือนสติ กสทช. เกี่ยวกับมูลค่าขั้นต่ำในการประมูลคลื่น 3G โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงการท้วงติงจาก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหลายท่านพอได้ยินข่าวเหล่านี้ก็จะตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่ออกมาเตือนกันตั้งแต่เนิ่นๆ” หรือหลายคนก็คงจะบ่นว่า “รู้ดีขนาดนี้ทำไมไม่ออกมาทำเอง” แต่บรรยากาศเหล่านี้เป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับการจะพัฒนานโยบายสาธารณะของประเทศไทยให้ดีขึ้น ...คงต้องย้อนดูกันถึงเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในอดีตการกำหนดนโยบายแต่เดิมเกิดจากกลุ่มเทคโนแครต หรือนักวิชาการที่เป็นข้าราชการ ทำให้นโยบายที่กำหนดมีความรอบคอบ มีข้อมูลสนับสนุนประกอบการตัดสินใจ ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การวิเคราะห์ทางเลือก การนำนโยบายไปปฏิบัติ กระทั่งการประเมินผลนโยบาย แต่ในปัจจุบันในบริบทที่การเมืองมีความเข้มแข็ง ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดของนักการเมืองและพรรคการเมืองเพื่อหาเสียง อาทิ กรณีของนโยบายประชานิยม ซึ่งในมุมหนึ่งถือว่าประชาชนถูกใจ โดนใจประชาชนรากหญ้า แต่กระนั้นก็ตามว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ทำให้ฝ่ายการเมืองมีความชัดเจนขึ้นในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย และนโยบายสาธารณะต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการได้อย่างฉับพลัน เรียกได้ว่าเป็น “การเมืองเชิงนโยบาย” อย่างแท้จริง ที่สำคัญนโยบายที่ออกจากฝ่ายการเมืองก็มักจะคิดบนฐานของ “ประชาชน” เป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะฝ่ายที่กำหนดนโยบายเป็นนักการเมือง ตัวอย่างที่เห็นชัดในช่วงนี้ก็กรณีรับจำนำข้าว...ที่ฝ่ายหนึ่งมองว่ารัฐต้องจ่ายเงินในจำนวนเงินที่สูงเกินไป และเป็นการใช้เงินที่ไม่เกิดประสิทธิภาพ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง ก็มองว่าการทำเช่นนั้นทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะสามารถจำนำข้าวในราคาสูง!! หากแต่ข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือ การกำหนดนโยบายในลักษณะเช่นนี้อาจจะไม่รอบคอบเท่าที่ควร!! ท่านผู้อ่านคงจะพอนึกภาพออกว่าการกำหนดนโยบายจากกลุ่มเทคโนแครตและฝ่ายการเมืองมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร แต่ความแตกต่างเหล่านี้ถือเป็นธรรมชาติและเป็นปกติในวิถีประชาธิปไตย

ฉะนั้น โจทย์สำหรับการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทยก็คือ จะทำอย่างไรให้นโยบายคุ้มค่า ลดความเสี่ยง เหมาะสม และจะเกิดความสมดุลระหว่างการกำหนดนโยบายในสองลักษณะ ซึ่งมีฐานคิดแตกต่างกันได้อย่างไร??

สิ่งที่ขาดไปสำหรับกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทยก็คือ “เสียง” จากประชาชนและกลุ่มผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ และกลุ่มนักวิชาการ ถ้าท่านได้มีโอกาสรับชมและรับฟังการดีเบตกันทางการเมืองระหว่างโอบามาและรอมนีย์

สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิงก็คือ ที่นั่น!! ประชาชนจะทำหน้าที่ตั้งคำถามทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีผลกระทบกับตน ชุมชนและประเทศของตน และนักการเมืองเป็นเพียงผู้ที่ถ่ายทอดฝันของตนเองให้ประชาชนฟัง รวมทั้งนำความเห็นของประชาชนไปริเริ่มเป็นกิจกรรมและโครงการดีๆ ต่อไป

สำหรับเสียงจากฝ่ายวิชาการนั้น ควรจะเป็นเสียงที่อยู่บนฐานของความปรารถนาดีต่อประเทศไทยและคนไทย และฝ่ายการเมืองเองก็ควรจะถือว่าข้อท้วงติงเหล่านั้นเป็นการช่วยกันปรับแต่งนโยบายสาธารณะของไทยให้สมบูรณ์ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างคุ้มค่า ฝ่ายการเมืองควรต้องยอมรับในข้อท้วงติง ตระหนักในข้อห่วงใย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม (Constructive Criticism) ดีกว่าการแย่งตัวประกัน คือ ถุงทราย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร

นอกจากนี้ ฝ่ายวิชาการและฝ่ายการเมืองจะต้องช่วยกันทำความเข้าใจให้ตรงกันในสาระของนโยบาย ซึ่งมีเป้าหมายระยะสั้นกับเป้าหมายระยะยาวให้ชัดเจน เพราะนโยบายบางเรื่องฝ่ายการเมืองหวังผลเพียงในระยะสั้น อาทิ นโยบายที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการมีโครงการรถคันแรก ซึ่งได้ผลดีในการนำนโยบายไปปฏิบัติมาก รายการผลิตรถยนต์ยาวเป็นหางว่าว

ในขณะนี้หากจะมองในระยะยาว ประเทศไทยจะเกิดปัญหาในด้านพลังงานในอนาคต จากกรณีนี้ฝ่ายวิชาการต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ฝ่ายการเมือง เพื่อให้ฝ่ายการเมืองได้กำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ ให้รอบคอบ คุ้มค่า และสมประโยชน์ในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน ฉะนั้น นักวิชาการ ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิชาการ ย่อมมีหน้าที่ในการเสนอความเป็นห่วง ท้วงติงในสิ่งที่กังวล และเตือนในสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย หากแต่ขณะเดียวกันฝ่ายการเมือง หรือนักการเมือง รวมทั้งรัฐบาลจะต้องนำข้อท้วงติง ข้อกังวล และสิ่งที่เป็นห่วงเหล่านี้มาพิจารณา ทบทวน

การต่อสู้กันทางความคิดเป็นสิ่งที่ไม่แปลกในสังคมประชาธิปไตย หากแต่ต้องเป็นการต่อสู้อย่างสร้างสรรค์ และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนา และที่สำคัญต้องเลิกให้ได้กับความพยายามที่จะต่อสู้ หักล้าง ทำลายกันเพื่อให้ชนะฝ่ายตรงข้ามกับตน...รวมทั้งวันนี้ต้องเลิกพูดว่า “ถ้าแน่จริงให้ลงมาเลือกตั้งแข่งกัน”

 

ข่าวล่าสุด

คนขับ-ไรเดอร์แกร็บหันใช้รถ EV ทะลุ 3 หมื่นคัน ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง