
"ประชานิยม"ทำชาติพัง"จำนำข้าว"ประเทศเจ๊ง
กมธ.วุฒิสภาเผยรายงานวิเคราะห์นโยบายประชานิยมของรัฐบาลกระทบปัญหาเศรษฐกิจไทย
กมธ.วุฒิสภาเผยรายงานวิเคราะห์นโยบายประชานิยมของรัฐบาลกระทบปัญหาเศรษฐกิจไทย
หมายเหตุ : คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ที่มี มหรรณพ เดชวิทักษ์ สว.สรรหา เป็นประธาน ได้สรุปรายงานการพิจารณาศึกษาและวิเคราะห์นโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจประเทศไทย และการพิจารณาศึกษาโครงการรับจำนำข้าวที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาวะหนี้สาธารณะและปัญหาเศรษฐกิจในอนาคต โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อนโยบายประชานิยมของรัฐบาล
-รัฐบาลใช้ความหมายของประชานิยมผิดไปจากอดีต “โดยเน้นเป็นนโยบายการเมืองกึ่งเศรษฐกิจ เน้นมาตรการระยะสั้นที่ถูกใจคนจน คนรากหญ้า โดยไม่สนใจผลกระทบในระยะยาว” ซึ่งในอดีตประชานิย,หมายถึง “นโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลคนจนหรือผู้มีรายได้น้อย ลดความได้เปรียบของชนชั้นนาย
ทุนร่ำรวย มีลักษณะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก และมีจุดมุ่งหมายดีในระยะยาว”
-เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ได้สอดแทรกโครงการประชานิยมเอาไว้ ซึ่งถือเป็นพันธกิจ และหากงบประมาณไม่เพียงพอรัฐบาลจะใช้วิธีการตั้งงบประมาณขาดดุล เพื่อออกพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดกู้เงินมาชดเชยในส่วนของงบประมาณที่ขาดไป ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
-กรอบวงเงินหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี เป็นเพียงไกด์ไลน์ที่ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ มิใช่กฎหมาย หากมีความจำเป็นอาจกู้เพิ่มเกิดหนี้สาธารณะเกินกว่า 60% ได้ ในขณะที่รัฐบาลจัดโครงการประชานิยมทุกปีและตั้งงบประมาณขาดดุล
-รัฐบาลควรทบทวนโครงการประชานิยมทุกโครงการที่อาจ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ภาระหนี้ของประชาชน เพิ่มหนี้สาธารณะ บิดเบือนกลไกตลาด การทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงกระทบกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ เพื่อวิเคราะห์ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติมิให้ผิดพลาดและส่งผลต่อความเสียหายในภายหลัง
-คณะกรรมการการเลือกตั้งควรพิจารณาขอบเขตการหาเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติว่าด้วยนโยบายประชานิยมให้แก่ทุกพรรคการเมือง มิให้หาเสียงโดยสัญญาว่าจะให้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่สามารถกระทำได้ โดยเน้นคนยากจนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา
-รัฐบาลควรปรับปรุงโครงการประชานิยมไปสู่โครงการสวัสดิการสังคมที่สามารถเข้าถึงคนยากจน และสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะโครงการรับจำนำข้าวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสภาวะหนี้สาธารณะและปัญหาเศรษฐกิจในอนาคต
-รัฐบาลใช้กลไกของรัฐจำนำข้าวราคาสูงกว่าตลาดมาเก็บไว้ในสต๊อกแต่เพียงผู้เดียว โดยหวังจะขายในตลาดโลกในราคาสูง 800-900 เหรียญสหรัฐ แต่หากขายในราคาตลาดขณะนี้จะขาดทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งการที่รัฐเก็บไว้เช่นนี้ทำให้ยอดการส่งออกลดลงเดือนละ 6,000 ล้านบาท หรือ 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี (ลดลง 35% จากปีก่อน)
-การกักตุนของเราก็ไม่ทำให้ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลง เพราะจะมีผู้ผลิตรายอื่นเสนอขายในตลาดโลกแทนเรา และถ้า เราเก็บไว้นาน 3-4 เดือน ก็จะมีผลผลิตใหม่ออกมาแทนที่ พอ จะขายราคาก็จะตกทันที
-การที่รัฐบาลระบายข้าวออกในราคาที่ต่ำกว่าทุน เพื่อให้ สามารถระบายข้าวในราคาตลาดได้ จะส่งผลต่อการขาดทุน เพราะรัฐบาลจะรับจำนำข้าวต่อในปี 2555/2556 ในวงเงินอีก 405,000 ล้านบาท รวมกับจำนวนสินค้าเกษตรปีที่ผ่านมา 517,958 ล้านบาท จะใช้งบประมาณจำนำสินค้าเกษตรรวม ประมาณ 9.2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนที่ขาดทุนควรนำไปพัฒนา ในทางอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่า
-รัฐบาลควรทบทวนนโยบายนี้ทั้งระบบ เช่น กำหนด ปริมาณการรับจำนำไม่ทุกเมล็ด หรือกำหนดวงเงินการรับจำนำ โดยเน้นเกษตรกรรายเล็กหรือเกษตรกรรายได้ต่ำ ให้มีโอกาสเข้าถึงโครงการให้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดการใช้งบประมาณและลดการขาดทุนและสามารถควบคุมหนี้สาธารณะได้
-เปิดโอกาสให้ใช้กลไกตลาดภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการ ระบายข้าวในสต๊อกออกโดยเร็ว เพื่อป้องกันคุณภาพข้าวเสื่อม หากเก็บไว้นานจะมีต้นทุนในการบริหารจัดการเพิ่มเติม ทั้งนี้จะ ช่วยให้การระบายข้าวขาดทุนน้อยที่สุด และสามารถนำเงินที่ ระบายข้าวได้กลับมาหมุนเวียนการรับจำนำข้าวให้ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เพิ่มขึ้น
-รัฐบาลควรทบทวนนโยบายการถือครองที่ดินของกลุ่มนาย ทุน โดยเฉพาะนายทุนต่างชาติที่ใช้ตัวแทนคนไทยเป็นเจ้าของ รายใหญ่ โดยเกษตรกรขายที่ดินให้และกลับมารับจ้างทำนา ผล ประโยชน์จึงตกอยู่กับชาวนารวย หรือนายทุนที่มีที่นามาก







