
ปูดกระแสล้มรัฐบาล ดิสเครดิตปชป.ก่อนซักฟอก
ทิ้งระเบิดลูกใหม่ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บแผน “บันได5 ขั้น” จ้องทำลายรัฐบาล
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ทิ้งระเบิดลูกใหม่ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บแผน “บันได5 ขั้น” จ้องทำลายรัฐบาล โดยการแบ่งบทบาททำหน้าที่กันหลายส่วน หลายฝ่าย และเชื่อมโยงต่อไปยังการชุมนุมใหญ่ที่สนามม้านางเลิ้ง ในวันที่ 28 ต.ค. ของกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม
ทว่า เนื้อหารายละเอียดเนื้อหา 5 เรื่องไล่เรียงตั้งแต่ 1.การไซฟอนเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท 2.การทุจริตน้ำท่วม 3.การทุจริตจำนำข้าว 4.การนำเข้ารถหรู 6 หมื่นล้านบาท และ 5.เรื่องชายชุดดำ ที่แจกแจงออกมายังดูเลื่อนลอย ขาดน้ำหนักเพียงพอจะนำไปสู่เป้าหมายล้มรัฐบาล
แม้แต่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ยังปฏิเสธว่าไม่มีแผนดังกล่าว เป็นเพียงกระแสข่าว แม้จะมีคนพยายามล้มล้างรัฐบาลอยู่ ที่สำคัญ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการชุมนุมของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ประธานองค์กรพิทักษ์สยาม
นั่นยิ่งทำให้แผนบันได 5 ขั้นที่ปูดออกมารอบนี้ ไม่ต่างจากการแก้เกี้ยวของฝั่งรัฐบาลที่กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้ารอบด้าน ถูกฝ่ายตรงข้ามไล่บี้รุมถล่มความล้มเหลวในการบริหารงานหลายต่อหลายเรื่อง
ยิ่งในจังหวะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเผชิญกับศึกซักฟอกที่ประชาธิปัตย์ประกาศเตรียมยื่นญัตติปลายเดือนนี้ แผนบันได 5 ขั้นล้มรัฐบาล จึงถูกมองว่าเป็นการเปิดหมัดสวนออกมาทำลายน้ำหนักฝ่ายค้าน และพยายามแสวงหาความชอบธรรมให้ตัวเอง
ที่ผ่านมากระบวนการดิสเครดิตประชาธิปัตย์มีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งเป้าทำลายไปที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ทั้งแผลเก่าอย่างปมปัญหาเรื่องหนีทหาร ที่ถูกนำมาขยายแผลต่อเนื่อง แถมไล่บี้ขยายผลต่อไปถึงการถอดยศโดย พล.อ.อ.สุกำพล รมว.กลาโหม
ตามมาด้วยคดี 98 ศพ ระหว่างเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงปี 2553 ภายหลังศาลอาญามีคำสั่งลงมาว่าการเสียชีวิตของ พัน คำกอง มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร พบว่ามีสัญญาณเร่งเครื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้เอาผิด “อภิสิทธิ์” และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ เข้ามาดำเนินคดี เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านที่กำลังเปิดเกมรุกใส่รัฐบาล
ก่อนหน้านี้ในคดีเงินบริจาคน้ำท่วมจาก“อีสต์วอเตอร์” ที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสว.สรรหา ยื่นเรื่องร้อง “ประชาธิปัตย์” เข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 71 พ.ร.บ.พรรคการเมือง เป็นอีกแผลที่เพื่อไทยหยิบมาทำลายน้ำหนักหักล้างการเปิดศึกกับประชาธิปัตย์
อีกด้านหนึ่งการเปิดเรื่องบันได 5 ขั้น ยังไม่ต่างจากการแก้เกี้ยวของฝั่ง “เพื่อไทย” ที่ถูกรุมถล่มอย่างหนักใน 5 เรื่องร้อน การเบี่ยงประเด็นว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนโค่นล้มรัฐบาล จึงเหมือนกับข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง
ไล่ดูตั้งแต่เรื่องแรก ไซฟอนเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ถูกเปิดประเด็นโดย “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) จากนั้นฝ่ายค้าน และ สว. ได้หยิบมาขยายผลขุดคุ้ยข้อเท็จจริง พร้อมจี้ให้รัฐบาลหาตัวคนผิด
เรื่องนี้สั่นคลอนรัฐบาลอย่างมากจนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ต้องออกมาเบรกกระแสข่าว อ้างข้อมูลจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชั่น (ไอซีเอซี) ของฮ่องกง ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ พร้อมสั่งดีเอสไอและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าติดตามเรื่องนี้
ที่สำคัญ ยังไปสอดรับกับที่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่าเรื่องเลอะเทอะ และเป็นความพยายามสร้างข่าวให้ร้ายรัฐบาลโดยกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้าม
เรื่องที่ 2 การทุจริตน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นส่วนแรกงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท อีกแผลใหญ่ของรัฐบาลที่มีข่าวระแคะระคายพบเงื่อนงำทุจริตในหลายจุด ทั้งรายละเอียดโครงการไม่เป็นไปตามทีโออาร์ หรือการเรียกเก็บหัวคิวสูงถึง 40% ยังไม่รวมกับเมกะโปรเจกต์น้ำที่รัฐบาลกำลังดำเนินการภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ที่ฝ่ายค้านกำลังซุ่มเก็บข้อมูลนำมาถล่มในศึกซักฟอก
เรื่องที่ 3 การทุจริตจำนำข้าว ซึ่งเป็นอีกปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตก ทั้งความไม่โปร่งใสในกระบวนการแทบทุกขั้นตอน ไปจนถึงผลกระทบต่อกลไกการค้าข้าวในตลาด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ฝ่ายค้านที่ประกาศว่าจะเป็นหนึ่งในหมัดเด็ดถล่มรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความน่าเชื่อถือในสังคมออกมากระทุ้งรัฐบาลให้ทบทวน หรือหาช่องทางอุดช่องโหว่ทุจริตให้ได้
เรื่องที่ 4 การนำเข้ารถหรู 6 หมื่นล้านบาท ที่ถูกโยงว่าเป็นหนึ่งในชนวนให้ พ.ต.อ.ดุษฎีอารยวุฒิ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. ถูกโยกย้าย เพราะส่งผลกระทบกับ “เจ๊” คนหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล
สุดท้ายบันไดขั้นที่ 5 “ชายชุดดำ” ถือเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เพื่อไทยและประชาธิปัตย์เปิดศึกถล่มกันชุดใหญ่ และต่างพยายามงัดหลักฐานออกมาท้าทาย ทั้งการจัดแรลลีตามหาชายชุดดำจากฝั่งประชาธิปัตย์ ที่ถูกสวนกลับจากฝั่งเสื้อแดงที่เพิ่มเงินรางวัล 1 ล้านบาท นอกจากที่ดีเอสไอเคยมอบให้ สำหรับข้อมูลเบาะแสจากชายชุดดำ ซึ่งประเด็นนี้สำคัญ เพราะถือเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะมีผลต่อคดีการเสียชีวิต 98 ศพ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
พิจารณาลึกๆ แล้ว ทั้ง 5 ประเด็นนี้จึงไม่น่าจะเป็นแผนล้มรัฐบาลได้ แต่เป็นบาดแผลความผิดพลาดของรัฐบาลเองเสียมากกว่า ไม่ต่างจากที่ “อภิสิทธิ์” ออกมาปฏิเสธไม่รู้เรื่องแผนบันได 5 ขั้นล้มล้างรัฐบาล “มีแต่รัฐบาลที่จะตกบันไดเองเพราะเรื่องการทุจริต”
แม้ทาง “พร้อมพงศ์” จะออกมาเชื่อมโยงบันได 5 ขั้นต่อไปกับการชุมนุมใหญ่วันที่ 28 ต.ค.นี้ ที่สนามม้านางเลิ้งของกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามร่วมกับเครือข่าย ทั้งกลุ่มสยามสามัคคี กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน (เสื้อหลากสี) แต่กลับถูกหักล้างโดยคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่มองว่าการชุมนุมไม่เกี่ยวข้องกับการล้มรัฐบาล
ยิ่งทำให้เรื่องที่ออกมาปูดว่ามีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชื่อย่อ “ส.” ให้คนสนิทที่เป็นนักการเมืองอักษรย่อ “ถ.” นำเงินไปให้ พล.อ. “อ.” ที่สนามม้านางเลิ้ง เพื่อเป็นทุนเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ยิ่งหมดน้ำหนักความน่าเชื่อถือลงไปด้วย
สุดท้ายบันได 5 ขั้นที่ปูดออกมา ก็จะไม่ต่างจากสารพัดแผนล้มรัฐบาลที่เพื่อไทยเคยออกมาปล่อยข่าวก่อนหน้านี้ ยิ่งหากใช้บ่อยเกินไป และขาดเหตุผลหลักฐานที่ชัดเจน แทนที่จะทำลายน้ำหนักฝั่งตรงข้าม ย่อมมีแต่จะทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของตัวเอง







