
ดี...แต่เสี่ยง
ผลการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำยูโรโซนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ผลการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำยูโรโซนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ได้ข้อตกลงครั้งสำคัญคือแผนการเดินหน้าสู่การสร้างสหภาพธนาคารขึ้นอย่างแท้จริง แต่ต้องย้ำกันก่อนว่าเป็นข้อตกลงในเบื้องต้นที่จะต้องร่างวัตถุประสงค์กันให้ชัดเจนเสียก่อนในต้นปีหน้านี้ ซึ่งกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างจริงนั้นก็ยังไม่มีกำหนดการแน่นอนครับ
สหภาพธนาคารคืออะไร และเพราะเหตุใดยุโรปจำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพสู่การเป็นสหภาพธนาคาร?
ในปัจจุบันนี้ยุโรปแทบจะไม่มีกลไกอะไรจากส่วนกลางที่คอยช่วยเหลือ คอยสอดส่องดูแลภาคธนาคารพาณิชย์ของแต่ละชาติสมาชิกครับ โดยแต่ละประเทศจะดูแลภาคธนาคารกันเอง นั่นทำให้กลายเป็นภาระของรัฐบาลแต่ละประเทศไป
อย่างเช่นไอร์แลนด์ ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในประเทศขาดทุนยับแทบจะล้มละลายไปกับวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2008 ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นั่นส่งผลให้สถานะทางการเงินของรัฐบาลย่ำแย่ลงไปด้วย จนในที่สุดรัฐบาลไอร์แลนด์กลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยหนี้ ใกล้ล้มละลายจนต้องยื่นมือขอความช่วยเหลือจากยุโรปส่วนกลาง
ดังนั้น สมาชิกอียูบางชาติจึงเสนอให้เปลี่ยนสถานะของสหภาพยุโรปไปสู่การเป็นสหภาพธนาคารอย่างแท้จริง ที่จะมีองค์กรส่วนกลางที่คอยดูแลธนาคารพาณิชย์ในประเทศสมาชิก โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ครับ
การตั้งองค์กรส่วนกลางนี้ จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์เมื่อเกิดปัญหาขึ้นนั้นก็จะขอเงินกู้ได้ทันทีจากกองทุนเพื่อเสถียรภาพแห่งยุโรป หรืออีเอสเอ็ม ซึ่งเป็นกองทุนส่วนกลางที่มีอยู่เพียงกองทุนเดียวของยุโรปขณะนี้
ดังนั้น แนวความคิดดังกล่าวจะช่วยเป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่ไม่ต้องเจียดเงินไปช่วยเหลือเอกชนจนตัวเองต้องมีสถานะย่ำแย่ไปแทน
แต่กระนั้นก็ตาม เงินจากกองทุนอีเอสเอ็มนั้นมาจากไหน ก็มาจากประเทศสมาชิกต่างๆ ร่วมกันบริจาคสมทบกันเข้าไป อย่างเยอรมนีก็เป็นผู้บริจาคมากที่สุดถึง 24% ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เยอรมนีจะบอกว่าให้ชะลอแนวความคิดนี้ไปก่อน เพราะว่าเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เอกชนเข้าถึงเงินภาษีของประชาชนได้ง่ายเกินไป
เท่านั้นยังไม่พอ แนวการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางดูแลธนาคารพาณิชย์กว่า 6,000 แห่งนี้ ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มประเทศยูโรโซน ที่ใช้เงินสกุลยูโร 17 ประเทศเท่านั้น แต่สหภาพยุโรปมีอยู่ถึง 24 ประเทศ ที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร ประเทศที่เหลือก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากแนวความคิดนี้
ถือว่าเป็นความคิดที่ดีครับ ต่อการป้องกันปัญหาวิกฤตหนี้ของรัฐบาลสมาชิกยูโรโซนในระยะยาว ที่ไม่ให้ภาระของภาคเอกชนตกไปอยู่ที่รัฐบาลนั้นๆ แต่ก็เป็นการผลักภาระไปให้สมาชิกที่ร่ำรวยแทน และยังกลายเป็นการเลือกปฏิบัติกับประเทศที่ไม่ได้ใช้เงินยูโรด้วย
ถึงบอกว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่เสี่ยงที่จะทำให้อียูแตกหักกันมากขึ้นครับ







