
สถานการณ์เอสเอ็มอีไทย กับการเข้าสู่ AEC
จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2553 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า
โดย...โชติชัย สุวรรณภรณ์
จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2553 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ผู้ประกอบการทั้งประเทศที่เป็นเอสเอ็มอีมีจำนวน 2.91 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 99.6% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด โดยเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะดำเนินธุรกิจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 25.9% รองลงมาเป็นกรุงเทพฯ คิดเป็น 19.7% และภาคกลางคิดเป็น 19.4%
ขณะที่หากพิจารณาประเภทธุรกิจ พบว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจการค้าส่งค้าปลีกมากที่สุด คิดเป็น 49.7% รองลงมาคือการผลิตอุตสาหกรรม คิดเป็น 17.9% และอันดับสาม คือ เป็นกิจการโรงแรมและภัตตาคาร คิดเป็น 9.3% การกระจายตัวของเอสเอ็มอีจึงช่วยในการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนภูมิภาคและของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
หากเรามองสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบัน จะพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูงขึ้นจากจำนวนเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การดำเนินนโยบายของภาครัฐ เช่น นโยบายเพิ่มรายได้แรงงาน 300 บาท ซึ่งส่งผลให้เอสเอ็มอีที่มีอยู่และที่กำลังเข้ามาสู่ตลาดจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างฐานของกิจการให้เข้มแข็ง ขณะที่ความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศก็มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบภายหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)
ผมเห็นว่า เอสเอ็มอีไทยจะต้องอาศัยจุดแข็งจากความได้เปรียบของการเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรกรรมรายสำคัญของโลก และการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ ในภูมิภาค ASEAN เพื่อสร้างโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจของตนเอง
ผมยังเห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลกำลังจะเริ่มโครงการกองทุนตั้งตัวได้ เพื่อเป็นการสร้างผู้ประกอบการใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนิสิต นักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า ผมอยากเห็นนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีในอีก 3 ด้าน คือ
(1) เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนรวม 16 จังหวัด โดยการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการเปิดประตูการค้าและสร้างความสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
(2) ใช้ประโยชน์จากนโยบาย OTOP โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าจากการออกแบบ การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของไทย ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อยกระดับสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ
และ (3) เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ให้ผู้ประกอบการ โดยการเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวกับ AEC ให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับทราบถึงผลกระทบทั้งด้านดีและไม่ดี รวมถึงความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิด AEC เพื่อให้ผู้ประกอบการเท่าทันสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบและสามารถปรับตัวทั้งในเชิงรุกและรับ เพื่อให้เท่าทัน
หากจำเป็น ผมเห็นว่า รัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาจัดตั้งกองทุนเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสำหรับ AEC เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก AEC รวมทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ อาจพิจารณาจัดตั้ง Thailand Plaza ในประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อเป็นการเจาะตลาดและโชว์สินค้าที่มีศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยครับ







