posttoday
หากคิดว่าจะช่วยชาวนาไทย (ที่ยากจนจริงๆ)

หากคิดว่าจะช่วยชาวนาไทย (ที่ยากจนจริงๆ)

22 ตุลาคม 2555

รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์มักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “เบื้องหลังแนวความคิดของนโยบายจำนำข้าวก็คือ เราต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ต้องการให้ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มากขึ้น เราต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อให้ชาวนาหรือผู้ปลูกมีรายได้ที่มากขึ้น ... การขายข้าวได้มากๆ ในขณะที่ชาวนาในประเทศของตนเองยากจนนั้น ... คงไม่มีประเทศไหนประสงค์อยากจะให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ดีและเข้าใจกันได้ในทางการเมือง ... แต่ก็มีอยู่อย่างน้อย 3 ประเด็นที่จะทำให้คำกล่าวข้างต้นขาดความถูกต้องเหมาะสมและขาดความสมบูรณ์ครบถ้วน

รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์มักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “เบื้องหลังแนวความคิดของนโยบายจำนำข้าวก็คือ เราต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ต้องการให้ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มากขึ้น เราต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อให้ชาวนาหรือผู้ปลูกมีรายได้ที่มากขึ้น ... การขายข้าวได้มากๆ ในขณะที่ชาวนาในประเทศของตนเองยากจนนั้น ... คงไม่มีประเทศไหนประสงค์อยากจะให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ดีและเข้าใจกันได้ในทางการเมือง ... แต่ก็มีอยู่อย่างน้อย 3 ประเด็นที่จะทำให้คำกล่าวข้างต้นขาดความถูกต้องเหมาะสมและขาดความสมบูรณ์ครบถ้วน

ประเด็นที่หนึ่ง นโยบายภาครัฐจะต้องระบุให้ชัดเจนว่า ชาวนากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้นเป็นใคร เพราะผลของนโยบายภาครัฐที่มีต่อชาวนาแต่ละกลุ่มเป้าหมายจะแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นชาวนาที่ยากจนจริงๆ เป็นชาวนาที่เป็น “ผู้บริโภคข้าวสุทธิ” (นั่นคือชาวนาที่บริโภคข้าวมากกว่าผลผลิตข้าวที่ผลิตได้) เป็นชาวนาที่เป็น “ผู้ผลิตข้าวสุทธิ” (นั่นคือชาวนาที่มีผลผลิตข้าวมากกว่าข้าวที่บริโภค) เป็นชาวนาที่มีที่ดิน มีโกดัง มีโรงสีเป็นของตัวเอง หรือเป็นชาวนาทุกๆ รายในประเทศ ฯลฯ ... เป็นชาวนากลุ่มเป้าหมายใดกันแน่ และจะแยกแยะชาวนากลุ่มเป้าหมายออกมาได้อย่างไร

เราลองมาพิจารณาตัวอย่างเพื่อเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อชาวนาที่ยากจนจริงๆ ได้หรือไม่?

กรณีแรก ชาวนาที่ยากจนจริงๆ มีที่นา น้อยมาก จนกระทั่งไม่มีที่นาเป็นของตัวเองเลย ต้องเช่าที่นามาปลูกข้าว หรือรับจ้างทำนาปลูกข้าวนั้น แน่นอนว่าผลผลิตข้าวของชาวนากลุ่มนี้ (หลังหักข้าวที่จ่ายคืนเจ้าของที่นาและนายทุนต่างๆ) ย่อมมีไม่มากนักและส่วนใหญ่ก็จะนำมาบริโภคเองโดยตรง ชาวนาที่ยากจนจริงๆ เหล่านี้จึงเปรียบเสมือน “ผู้บริโภคข้าว” มากกว่าที่จะเป็น “ผู้ผลิตข้าว” ดังนั้นการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นตามนโยบายข้างต้นย่อมทำให้ชาวนาที่ยากจนจริงๆ ที่เป็น “ผู้บริโภคข้าวสุทธิ” เหล่านี้ลำบากยากแค้นยิ่งขึ้น

กรณีที่สอง ชาวนาที่ไม่ได้ยากจนจริงๆ แต่มีที่นา มีโกดัง มีโรงสีเป็นของตัวเอง มีทุนจำนวนมาก อีกทั้งสามารถจ้างแรงงานมาปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวจำนวนมากตามความต้องการได้ ดังนั้นปริมาณข้าวส่วนเกินจำนวนนี้จึงสามารถส่งขายในตลาดได้ ชาวนาที่ไม่ได้ยากจนจริงๆ เหล่านี้นับว่าเป็น “ผู้ผลิตข้าว” จะเห็นได้ว่าการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นตามนโยบายข้างต้นย่อมทำให้ชาวนาที่ไม่ได้ยากจนจริงๆ เหล่านี้ได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มแรกที่เป็นชาวนาที่ยากจนจริงๆ

ประเด็นที่สอง นอกจากข้อสังเกตที่เกี่ยวกับชาวนากลุ่มเป้าหมายของนโยบายข้างต้นว่าเป็นชาวนาที่ยากจนจริงๆ หรือไม่แล้ว รัฐบาลไม่ควรมองเพียงแค่ “รายได้ชาวนา” ที่สูงขึ้นเท่านั้น ในทางเศรษฐศาสตร์เราจะต้องมองถึง “รายได้สุทธิ” (หลังหักต้นทุน) หรือที่เราเรียกกันว่า “กำไรของชาวนา” ถึงจะถูกต้องและเหมาะสมกว่า เพราะหากเรามองเพียงรายได้โดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนการผลิตก็จะทำให้การออกแบบนโยบาย (ที่ต้องการจะช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนจริงๆ) ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และในที่สุดก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของความหวังดีต่อชาวนาที่ยากจน แต่ที่เลวร้ายที่สุด นโยบายที่ออกแบบไม่เหมาะสมก็อาจจะกลายเป็นต้นทุนโดยรวมที่สังคมไทยจะต้องแบกรับไว้อีกยาวนาน และสุดท้ายก็จะทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาลงได้ ดังเช่น การกำหนดราคารับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดที่ภาครัฐกำลังดำเนินนโยบายอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้อีก เพราะนักวิชาการต่างๆ มากมายได้ออกมาเตือนรัฐบาลถึงผลกระทบทางลบและภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแล้ว

การมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ชาวนาโดยการยกระดับราคาข้าวจะไม่มีความยั่งยืน หากต้นทุนการผลิตข้าวยังคงสูงขึ้นและสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลกำไรของชาวนาโดยเฉพาะชาวนาที่ยากจนจริงๆ ก็จะไม่มากขึ้น เราลองมาพิจารณาสัดส่วนต้นทุนการทำนาของชาวนาไทยโดยเฉลี่ยดังตารางข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าหากต้องการเพิ่มกำไรของชาวนาไทย เราก็มีช่องทางในการลดต้นทุนการทำนาได้ในหลายๆ ช่องทาง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการทำนาที่มีสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากๆ ได้แก่ ต้นทุนค่าที่ดินและทุน เครื่องจักร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เคมีภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ และเชื้อเพลิง เป็นต้น

ประเด็นที่สาม นอกจากการลดต้นทุนการทำนาลงแล้ว เรายังสามารถเพิ่มกำไรให้กับชาวนาไทย โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ผลิตภาพการผลิตของปัจจัยการผลิตต่างๆ สูงขึ้น เช่น การปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป การวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมคุณภาพข้าวไทยให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ต่างๆ และที่สำคัญคือการพัฒนาชาวนาไทยให้มีความรู้มากขึ้น โดยเฉพาะความรู้ที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการบริหารจัดการการทำนาที่ดี เช่น ความรู้เกี่ยวกับการวัดคุณภาพของข้าวเพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของโรงสีและพ่อค้าคนกลาง การบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงทางการลงทุน ความเสี่ยงทางธรรมชาติ การพัฒนาศักยภาพในการจัดการทางการเงินและบัญชี การตัดสินใจในการลงทุนในการผลิตและการทำนา และการพัฒนาอาชีพเพื่อเสริมรายได้ เป็นต้น

ประเด็นข้อสังเกตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบายสำหรับช่วยเหลือชาวนาไทย (ที่ยากจนจริงๆ) เพราะเป็นนโยบายลงทุนที่หวังสร้างผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ต่อชาวนาไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายประชานิยมที่หวังเพิ่มความพึงพอใจของชาวนาไทยจากการได้บริโภคมากขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีรายได้สูงขึ้นจากการยกระดับราคาข้าวเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลับทำลายกลไกตลาดในระยะยาวและสร้างผลเสียต่างๆ นานา ดังที่นักวิชาการต่างๆ ออกมาเตือนรัฐบาลด้วยความห่วงใยและหวังดีต่อชาวนาไทยอยู่ในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท