
ตรวจสอบเช็กลิสต์ "เด็กพิเศษ" คัดกรองแต่เนิ่นๆ พัฒนาสมองทันการณ์
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ตัวเลข “เด็กพิเศษ” ซึ่งประกอบด้วยเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder : แอลดี) เรียนรู้ช้า สมาธิสั้น และออทิสติก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ในปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 1213% ของเด็กทั้งหมด ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสามารถคัดกรองได้ราว 1.4 แสนคน ของเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา
ทว่าตัวเลขจริง อาจมีเด็กที่มีสัญญาณอาการเหล่านี้รวมกันถึง 9 แสนคน สะท้อนว่าระบบคัดกรองที่ใช้ในปัจจุบัน อาจมีช่องโหว่อยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสถาบันราชานุกูล จึงจัดเวทีย้อนปัญหาเกี่ยวกับเด็กกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหา
ผดุง อารยะวิญญู นายกสมาคมแอลดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าป่วยเป็นโรคแอลดีเล็กน้อย สามารถช่วยเหลือให้หายเป็นปกติได้ โดยต้องมารักษาตั้งแต่ 15 ขวบ ถ้าเป็นในระดับปานกลางก็สามารถทำให้ดีขึ้น และเรียนได้ทันเพื่อนตอนเริ่มเข้าชั้น ม.1 สามารถเรียนจบ และศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
แต่ถ้าเริ่มรับรู้ในช่วงมัธยม ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เพราะถือว่าสายไปแล้ว
“เด็กกลุ่มนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ แต่อาจจะแตกต่างจากเด็กทั่วไป ครูและผู้ปกครองจะต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาให้เด็กเหล่านี้โดยเฉพาะ เช่น หากไม่สามารถอ่าน ก็อาจให้ดูวิดีโอแทน หรือหากชอบเล่นกีฬา มีทักษะที่ดีก็ควรสนับสนุน เป็นต้น” ผดุง กล่าว
อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะเหมือนอนาคตเด็กเหล่านี้ถูกเขียนไว้แล้วว่าจะเติบโตอย่างไรต่อไป หากคัดกรองไม่ทัน และปล่อยให้เติบโตไปโดยไม่มีการดูแลแบบพิเศษก็จะมีผลในระยะยาว
“เด็กทุกคนถ้าได้รับการกระตุ้นดีขึ้นแน่นอน ขอให้หาเจอแล้วช่วยอย่างถูกวิธีมีมาตรฐานก็พอ ซึ่งช่วง 05 ปีนี้สำคัญมาก อยากให้เจอเขาในช่วงนี้” อมรวิชช์ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ สถาบันราชานุกูล จึงได้ร่วมกับ สสค. ในการจัดทำโครงการสำรวจเด็กที่มีความผิดปกติด้วยเช็กลิสต์เบื้องต้น พร้อมทั้งออกคู่มือการปฏิบัติตัวสำหรับพ่อแม่เพื่อให้มีความรู้เท่าทันโรคเหล่านี้
พ.ญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า รูปแบบของเช็กลิสต์ แบ่งการประเมินเป็น 2 ขั้นตอน คือ การประเมินขั้นแรก ให้ครูประจำชั้นคัดกรองเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้แยกจากเด็กปกติ โดยใช้หลักการสังเกตเด็กพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียน
ในกลุ่มโรคสมาธิสั้น ครูประจำชั้นต้องสังเกตว่า ไม่ตั้งใจเรียน วอกแวก เหม่อลอย ลืมคำสั่ง จดงานไม่ทัน ลืมทำการบ้าน ซนพูดมาก ผลการเรียนไม่สม่ำเสมอ หรือถ้ามีคนดู จะตั้งใจเรียนมากขึ้นหรือไม่
ส่วนกลุ่มแอลดี ให้สังเกตว่า เด็กมีประวัติเริ่มพูดช้า เช่น พูดคำแรกเมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง หรือ 2 ขวบหรือไม่ เด็กพูดไม่ชัด สลับคำ ตะกุกตะกัก หรือพูดแล้วคนอื่นฟังไม่เข้าใจหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องตรวจสอบปัญหาเรื่องของกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มีลักษณะงุ่มง่าม เชื่องช้า เช่น หยิบจับสิ่งของ ผูกเชือกรองเท้า หรือจับดินสอไม่ถนัด และต้องตรวจสอบด้วยว่ามีปัญหาการใช้สายตาร่วมกับมือหรือไม่
ขณะที่เด็กออทิสติก ต้องตรวจสอบว่า มีปัญหาไม่ค่อยมองหน้า สบตาน้อย เล่นคนเดียว เล่นแปลกๆ ซ้าๆ หรือมีปัญหาเรื่องพูดไม่เป็นภาษา แสดงอารมณ์น้อย มีความจำที่ดี หรือเรียนรู้บางด้านเร็วมากผิดปกติหรือไม่
ส่วนเด็กเรียนรู้ช้า ต้องดูว่า เล่นไม่ค่อยทันเพื่อน พัฒนาการช้า ผลการเรียนต่ำ และสอบไม่ดีในหลายวิชาหรือไม่
หากครูประจำชั้นพบว่าเด็กมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ควรส่งต่อเด็กเพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษประเมินพฤติกรรมต่อไป







