
ทักษิณทิ้งไพ่ไว้ใจ"เฉลิม"กรุยทางกลับบ้าน
กระโดดมาลุยงานเดินหน้าเวทีสานเสวนาด้วยตัวเองรอบนี้ นับเป็นบททดสอบฝีมือครั้งสำคัญของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กระโดดมาลุยงานเดินหน้าเวทีสานเสวนาด้วยตัวเองรอบนี้ นับเป็นบททดสอบฝีมือครั้งสำคัญของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ว่าจะสามารถสร้างชื่อทำผลงานชิ้นโบแดงได้สำเร็จลุล่วงหรือไม่ เมื่อเวทีสานเสวนาครั้งนี้ถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะขับเคลื่อน พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ พ่วง แก้รัฐธรรมนูญ ให้เดินหน้าต่อไปได้
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อไทย ที่จะเป็นกุญแจสำคัญกรุยทางพา “คนแดนไกล” กลับบ้าน
แต่ที่ผ่านมาด้วยความลุกลี้ลุกลน จนเกิดช่องโหว่หลายจุด ทำให้ภารกิจร้อนทั้งสองเรื่องต้องค้างเติ่งอยู่ในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และวาระประชุมร่วมรัฐสภา จนรัฐบาลไม่อาจผลีผลามสานต่อให้เสร็จด้วยเกรงว่าจะสะดุด จนทุกสิ่งที่ลงทุนลงแรงมาทั้งหมดต้องพังทลายไปทั้งกระดาน
เดิมทีภารกิจผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฯ หรือที่ถูกขนานนามเป็น พ.ร.บ.ล้างผิด นั้น ถูกจัดวางให้ “ขุนค้อนสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” เป็นคนคุมทิศทางในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่อมาความแตกเมื่อ “คลิปเสียง” เปิดใจในงานวันเกิดหลุดรอดออกมา
ครั้งนั้น “ประชาธิปัตย์” ผนึกกำลังมวลชนนอกสภา ปลุกกระแสค้านทุกรูปแบบ ทั้งยื่นเรื่องถอดถอนประธานรัฐสภา จนถึงขั้นบุกขึ้นบัลลังก์ฉุดกระชากลากตัวประธาน ไปจนถึงขว้างปาเอกสารใส่ประธาน จน “ขุนค้อน” ต้องส่งสัญญาณถอย เพื่อไม่ให้กระทบไปถึงภาพรวมในการบริหารที่กำลังเผชิญกับมรสุมการเมือง
แต่ใช่ว่าปิดตายภารกิจนี้ เมื่อวาระพิจารณาทั้งสองเรื่องยังค้างรอการปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่เมื่อจังหวะเหมาะ
เวทีสานเสวนารับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จึงถือเป็นใบเบิกทางที่หวังใช้เสียงมวลชนเป็นพลังขับเคลื่อน พ.ร.บ.ปรองดองฯ รอบใหม่
ทว่าผลพวงจากคดีอัลไพน์จน “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ต้องพ้นเก้าอี้รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย แล้ว ยังสะเทือนต่อไปถึงงานสำคัญที่ต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดเวทีสานเสวนา ในประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
มีคำถามตามมาว่า ทำไมต้องเป็น ร.ต.อ.เฉลิม ที่เข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญครั้งนี้
นอกจากสถานะรองนายกฯ ดูแลกระทรวงมหาดไทยแล้ว แน่นอนว่าชื่อชั้นพรรษาทางการเมืองเวลานี้ ยากจะหาใครโดดเด่นใน “เพื่อไทย” ที่พอจะไปปะทะคารมชี้แจงในสภากับประชาธิปัตย์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ดังจะเห็นว่า บทบาทชี้แจงเรื่องร้อนแทบทุกประเด็นถูกโยนมาให้ “เฉลิม” ทุกครั้งไป
การเปิดประเด็นจากฝ่ายค้านเร่งเร้าให้รัฐบาลติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มี 6 คดีติดตัว กลับมาดำเนินคดีนั้น นอกจาก ร.ต.อ.เฉลิม จะประกาศชัดว่าไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล แต่การดำเนินการเรื่องหมายจับ เป็นของอัยการสูงสุดและสำนักคดีต่างประเทศ แถมตอกกลับถึงที่มาที่ไปของคดีที่มีต้นกำเนิดจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก้รัฐ (คตส.) ที่ถูกมองว่าเป็นผลไม้พิษจากรัฐประหาร
หนำซ้ำภายหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ จากความผิดในหลายคดี นอกจาก ร.ต.อ.เฉลิม จะยืนยันไม่ถอดถอนแล้ว ยังออกปากจะเพิ่มให้เป็น พล.ต.อ. แถมท้ายทายว่าถ้าใครไม่พอใจก็ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเกมโต้กลับส่งสัญญาณเดินหน้าลุยเอาผิด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะผู้สั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553
ไม่แปลกที่ลีลาของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเข้าตาใครหลายคนในเพื่อไทย จนถูกเรียกใช้ในหลายงานสำคัญที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามยาเสพติด ปราบทุจริต เรื่อยมาจนล่าสุดภารกิจปราบทุจริตรับจำนำข้าว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบควบคุมดูแลเวทีสานเสวนาให้ลุล่วงไปด้วยดีอย่างที่เพื่อไทยต้องการ
อีกจุดเด่นนอกจากลีลาฝีปาก และบุคลิกบู๊ล้างผลาญแล้ว “คอนเนกชัน” ของ ร.ต.อ.เฉลิม และเครือข่ายมือไม้ที่ช่วยงานครอบคลุม หลายภาคส่วน ที่จะเอื้อให้งานใหญ่ปลอดโปร่ง
ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา อดีตรอง ผบ.ตร. อดีตที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 (สบ10) ที่เวลานี้มารับหน้าที่รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพได้ง่ายขึ้น
หรือจะเป็น พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.15 กับ พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แม่ทัพภาคที่ 1 หน่วยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะเกี่ยวข้องกับกองกำลังที่เชื่อมโยงไปกับการปฏิวัติหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา มาจนถึง บิ๊กย้อย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ที่เป็นมือไม้สำคัญกับภารกิจกวาดล้างทุจริตจำนำข้าว และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. หน่วยสำคัญควบคุมพื้นที่ กทม.
ส่องดูแผนการจัดเวทีสานเสวนา ที่ ร.ต.อ.เฉลิม ประกาศว่าจะเริ่มเดินหน้าในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ชัดเจนว่ามีกรอบที่สามารถนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการให้ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น
และไม่แปลกที่การลงมาคุมเกมสานเสวนาของ ร.ต.อ.เฉลิม เที่ยวนี้จะทำให้ “อภิสิทธิ์” ถึงกับต้องกำชับลูกพรรคเกาะติดเวทีเก็บข้อมูล
เริ่มตั้งแต่เปิดเวทีแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ถูก “ประชาธิปัตย์” ออกมาดักคอว่าหวังผลในการเลือกพื้นที่ภาคอีสานเป็นหลัก โดยเฉพาะแผนงานที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะปราศรัยตามเมืองใหญ่ๆ เป็นการส่วนตัว ไม่ได้ไปในฐานะรองนายกรัฐมนตรี แต่ไปในฐานะ สส.พรรคเพื่อไทย ทั้ง อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ฯลฯ
ที่สำคัญองค์กรที่เป็นเจ้าภาพในการรับฟังความเห็นจากเวทีสานเสวนา ควรเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมและเป็นกลาง ควรจะให้สถาบันทางการศึกษาหรือองค์กรอื่นใดก็ได้ที่ตั้งขึ้นมาในรูปแบบคล้ายองค์กรกลาง เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่เอียงเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
โดยเฉพาะวิทยากรที่เปิดชื่อออกมาเวลานี้ เป็น “สุธรรม แสงประทุม” และ “อดิศร เพียงเกษ” ที่ชัดเจนว่ามีความเอนเอียงไปทางฝั่งเพื่อไทย โดยเฉพาะ “อดิศร” ที่ “ประชาธิปัตย์” โจมตีว่ามีทัศนคติที่อันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จากการปราศรัยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2555 ซึ่งเสนอแนวความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเหมือนกัมพูชา แต่ ร.ต.อ.เฉลิม ยังยืนยันในความเหมาะสมของทั้งสองคน ที่มีความรู้และประสบการณ์
เวทีสานเสวนาครั้งนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือครั้งสำคัญของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ต้องรอดูว่าจะฝ่าฟันไปสู่จุดหมายปลายทางตามเป้าหมายหรือไม่







