อยู่ในท้องปลาไม่ตาย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพูดถึงพระพากุล ซึ่งมีความพิเศษกว่าพระรูปอื่นในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า ก็คือเป็นพระที่ตลอดชีวิตไม่ป่วยเลย แต่ถึงจะป่วยก็หายปั๊บทันใด ไม่ต้องหายาฉัน ไม่ต้องพึ่งหมอ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพูดถึงพระพากุล ซึ่งมีความพิเศษกว่าพระรูปอื่นในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า ก็คือเป็นพระที่ตลอดชีวิตไม่ป่วยเลย แต่ถึงจะป่วยก็หายปั๊บทันใด ไม่ต้องหายาฉัน ไม่ต้องพึ่งหมอ
อย่างที่เคยเล่าไปแล้ว ว่าส่วนหนึ่งเกิดมาจากความดีที่ท่านเคยทำไว้ในชาติก่อน เริ่มตั้งแต่สมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าที่ท่านบวชเป็นดาบสได้ปรุงยาถวายพระพุทธเจ้าที่ทรงอาพาธจนหาย
สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระก็ตั้งความปรารถนาขอเป็นผู้มีอาพาธน้อยต่อเบื้องพระพักตร์ สมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าก็ปรุงยารักษาเหล่าภิกษุที่ป่วยเป็นโรคที่ศีรษะอันเนื่องมาจากถูกพิษของดอกไม้มีพิษที่ลมพัดมาจนหายขาด
ต่อมาสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าก็ได้หาไม้มาบูรณปฏิสังขรณ์วิหารเก่า ไม่ว่าจะเป็นโรงอุโบสถ โรงฉัน เรือนพยาบาล ที่พักกลางคืน กลางวัน ส้วม พร้อมจัดตั้งยาฉันสำหรับพระสงฆ์ไว้ทุกอย่าง
กระทั่งมาในสมัยของพระพุทธเจ้าโคดมองค์ปัจจุบันก็เกิดเป็นลูกเศรษฐี แต่ก็เกิดอุบัติเหตุตอนที่ท่านเป็นทารก คือท่านถูกปลาใหญ่กลืนร่างเพราะปลาเข้าใจว่าอาหารขณะที่พี่เลี้ยงพาอาบน้ำในแม่น้ำ
มันแปลกอยู่ที่ว่า แม้ปลาจะกลืนร่างท่านไป แต่ต้องบอกว่าท่านไม่ตาย เพราะว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน คือ จะได้บรรลุอรหัตผลในชาตินี้ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป
ทำให้นึกถึงคำกล่าวของคนโบราณที่มักจะพูดเสมอว่า คนเราลงที่ไม่ถึงคราวชีวาวาตม์...ยังไงก็ไม่ตาย ต่อให้ถูกประทุษร้ายยังไงก็แคล้วคลาดปลอดภัย ท่านพากุลก็เช่นกัน
แม้ท่านจะอยู่ในท้องปลาก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะการที่เข้าไปอยู่ในท้องปลานั้นเหมือนการที่เข้าไปอยู่ในห้องนอนแล้วนอนหลับอย่างสบาย
ตรงกันข้ามปลาใหญ่ที่กลืนร่างก็เกิดอาการร้อนเหมือนกลืนภาชนะร้อนลงไป ว่ายไปได้ไม่ไกลก็ไปติดข่ายของชาวประมงแล้วถูกนำไปเร่ขายในตลาด
ปกติปลาที่ติดข่ายยังไม่ตายทันที ต่อเมื่อถูกนำไปจึงจะตาย แต่ด้วยเดชทารกพากุลปลาตัวนี้พอถูกนำออกจากข่ายก็ยังไม่ตาย ต่อมาชาวประมงจะผ่าออกแบ่งขาย แต่ด้วยอานุภาพของเด็กชาวประมงไม่ผ่า แต่ใช้คานหามไปทั้งตัวร้องประกาศขายไปทั่วเมือง
กระทั่งเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งไม่มีลูกสืบสกุล เมื่อชาวประมงหาบปลามาถึงประตูเรือน ภริยาเศรษฐีเห็นปลานั้นเข้าก็อยากได้และขอซื้อตามราคาชาวประมงตั้งไว้ที่ 1,000 กหาปณะ แต่พอขายจริงชาวประมงขายแค่หนึ่งกหาปณะ
ปกติภรรยาเศรษฐีจะไม่ชอบทำปลา แต่ในวันนั้นวางปลาไว้บนเขียงแล้วลงมือผ่าเอง แต่แทนที่จะผ่าที่ท้องนางกลับผ่าข้างหลัง แล้วเห็นทารกผิวดังทองในท้องปลาก็ตะโกนด้วยความดีใจว่าเราได้ลูกในท้องปลา แล้วอุ้มเด็กไปให้สามีดู
เศรษฐีเห็นแล้วตื่นเต้นดีใจมากก็ให้คนตีกลองประกาศข่าวไปทั่วพระนคร จากนั้นก็อุ้มทารกตรงไปยังพระราชวังกราบทูลให้พระราชาทรงทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น พระราชาตรัสว่า ทารกที่อยู่ในท้องปลาได้โดยปลอดภัยได้นี้ถือว่ามีบุญจงเลี้ยงไว้เถิด
แล้วข่าวนี้ก็ดังถึงเมืองโกสัมพีอันเป็นบ้านเกิดของพากุล พ่อแม่ของท่านจึงเดินทางมาดูตัวก็รู้ว่าเป็นลูกของตนที่หายไป จึงถามเรื่องราวจากภรรยาเศรษฐีเมืองพาราณสี พร้อมกับเล่าเรื่องราวของลูกที่หายไปจากการถูกปลากลืนกิน
แต่ทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้จึงต้องไปให้พระราชาตัดสิน แต่สุดท้ายไม่มีใครเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในเด็กนั้น พระองค์ทรงตัดสินว่าทุกคนถือเป็นแม่จึงให้ทรงเลี้ยงร่วมกัน
ทั้งสองตระกูลตั้งชื่อให้ว่า “พากุล” (แปลว่า เติบโตขึ้นเพราะสองตระกูลเลี้ยงดู) จากนั้นก็เลี้ยงดูร่วมกันเป็นอย่างดีจนอายุครบ 80 ปี จึงได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าตลอด 80 ปีนั้นไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ เกิดขึ้น
ท่านพอบวชได้ 7 วัน วันที่ 8 ก็บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยอภิญญาที่สามารถระลึกชาติได้มีหนึ่งอสงไขยกับอีกแสนกัป ในขณะเดียวกันความอาพาธแม้เล็กน้อยหรือความขาดแคลนด้วยปัจจัย 4 มิได้มีแก่ท่านเลย
การที่ท่านพากุลอยู่ในท้องปลาแล้วไม่ตายก็ดี ตลอด 80 ปีในชีวิตฆราวาสไม่ป่วยเป็นโรคก็ดี และเมื่อบวชแล้วไม่ป่วยเป็นโรคก็ดี
นั่นคือผลบุญที่ท่านได้ทำไว้ในกาลสมัยของพระพุทธเจ้าถึง 4 พระองค์ ประการสำคัญ ก็คือการตั้งความปรารถนาขอให้เป็นผู้ไม่มีโรคเฉพาะพระพักตร์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปทุมุตตระ


