
อ้างชาวนาผู้บริโภค
ต้องยอมรับว่าตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจฐานเสียงเกษตรกร
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ต้องยอมรับว่าตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจฐานเสียงเกษตรกร โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ด้วยการกำหนดราคารับจำนำข้าวแบบนำตลาด 30-50% กำลังส่งผลกระทบไปถึงความมั่นคงฐานะการเงินของประเทศ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินหลายแสนล้านบาทเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าว
แม้เงินกว่า 2.8 แสนล้านบาท ที่ถูกหว่านให้เกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งนาปีและนาปรัง ฤดูกาลผลิต 2554/2555 ยังไม่รวมเงินก้อนใหญ่อีก 4.05 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ 2555/2556 เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น
แต่ผลจากการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาสุดโต่ง ได้ส่งผลให้ผลผลิตข้าวส่วนใหญ่ของประเทศไหลเข้าโครงการรับจำนำของรัฐบาลมากกว่า 20 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 11-12 ล้านตันข้าวสาร ไหลเข้ามาอยู่ในสต๊อกรัฐบาลมากเป็นประวัติการณ์
ในแง่ราคาแล้วการกำหนดราคารับจำนำแบบนำตลาดไปมาก ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับตลาดข้าวในประเทศและตลาดข้าวส่งออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากนับจากที่รัฐบาลใช้นโยบายโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาล 2554/2555 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน พบว่า ราคาข้าวสารภายในประเทศได้ขยับตัวสูงขึ้นตามนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยราคาขายส่งข้าวสารตลาดกรุงเทพฯ เดือน ก.ย. 2554 ก่อนเริ่มใช้โครงการรับจำนำ อาทิ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (เก่า) ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 31.41 บาท ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 3232.50 บาท เดือน ต.ค. 2555 ข้าวขาว 5% เดือน ก.ย. 2554 อยู่ที่กิโลกรัมละ 16.83 บาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 17 บาท เดือน ต.ค. 2555
ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในตลาดก่อนเริ่มโครงการรับจำนำเดือน ก.ย. 2554 โดยข้าวเปลือกเจ้า 1.04 หมื่นบาท/ตัน ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.081.1 หมื่นบาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.55 หมื่นบาท ขึ้นมาตันละ 1.651.7 หมื่นบาท
ราคาที่ขยับขึ้นมานั้นอาจไม่มาก แต่ในแง่ของต้นทุนข้าวสารบรรจุถุงแล้ว ข้าวถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตข้าวถุงสัดส่วน 80%
เมื่อเทียบพฤติกรรมการบริโภคข้าวในประเทศแล้ว พบว่า ผลผลิตข้าวไทยจำนวน 30 ล้านตันข้าวเปลือก จะถูกแบ่งออกเป็นการบริโภคภายในประเทศและส่งออกอย่างละครึ่ง หรือ 50 ต่อ 50 ดังนั้นข้าวเปลือก 15 ล้านตัน จะถูกใช้เพื่อการบริโภค และหากดูสัดส่วนการบริโภคข้าวถุงของประชาชน พบว่า จะมีสัดส่วน 3040% ของปริมาณข้าวที่ใช้บริโภคในประเทศทั้งหมด อีก 60% เป็นการบริโภคข้าวแบบซื้อเป็นกระสอบและใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับอาหาร เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว อุตสาหกรรมสัตว์
หรือเรียกได้ว่าพฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนไทยสมัยใหม่ จะนิยมซื้อข้าวสารบรรจุถุงมาบริโภคเป็นหลักมากกว่าจะซื้อข้าวเป็นกระสอบมาบริโภค เนื่องด้วยหลายปัจจัยทั้งความสะดวกในการขนส่ง ช่องทางการซื้อที่ง่ายกว่าการไปหาซื้อข้าวแบบกระสอบ
ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น จึงส่งผลกระทบไปยังราคาข้าวถุงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ยอมรับว่านโยบายโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงขยับสูงขึ้น แม้ว่าราคาข้าวถุงปัจจุบันจะขยับขึ้นมาประมาณ 510 บาท/ถุง (5 กิโลกรัม) จากช่วงกลางปี 2554 หรือก่อนที่มีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งตัวเลขที่ขยับขึ้นดูไม่มาก เนื่องจากผู้ประกอบการข้าวถุงยังสามารถใช้โปรโมชันส่งเสริมการขายในตลาดมาช่วยกระตุ้นยอดขายข้าวถุง เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
แนวโน้มราคาข้าวถุงในอนาคตหรือระยะเวลาอันใกล้นี้จะขยับราคาขึ้นอีกรอบ โดยเฉพาะข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงที่จะขยับราคาขึ้นอีก 35 บาท/ถุง ในช่วงปลายปีนี้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจัยหลักที่นายกสมาคมข้าวถุงให้เหตุผลถึงต้นทุนราคาข้าวสาร ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลัก 80% ในการผลิตข้าวถุงขยับราคาขึ้น ธุรกิจข้าวถุงยังต้องเผชิญกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่เป็นต้นทุนแฝงให้กับราคาข้าวถุงเพิ่มขึ้นไปอีก
สมเกียรติ ระบุว่า สินค้าข้าวถุงยังประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้น จากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วันของรัฐบาล ซึ่งในวันที่ 1 ม.ค. นโยบายการขึ้นค่าแรงงานจะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ จะทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวถุงยิ่งปรับตัวสูงขึ้นเข้าไปอีก เพราะสินค้าข้าวถุงจำเป็นต้องใช้แรงงานในการขนส่งสินค้า
นอกจากปัจจัยเรื่องต้นทุนข้าวสารและค่าแรงแล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญคือต้นทุนในช่องการจัดจำหน่ายภายในห้างค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุน 20% มีแนวโน้มที่ขยับราคาตามมูลค่าของข้าวถุงที่เพิ่มขึ้น นั่นเท่ากับว่าแม้ผู้ประกอบการข้าวถุงจะปรับราคา เพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้น แต่ก็จะมาเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมให้กับห้างค้าปลีก
ถือได้ว่าสินค้าข้าวสารบรรจุถุงกำลังได้รับผลกระทบสองทางทั้งจากนโยบายรัฐบาลและระบบการค้าธุรกิจในช่องทางค้าปลีก
แม้จะมีคำถามว่า สต๊อกข้าวรัฐบาลที่มีมากล้นถึง 11-12 ล้านตันข้าวสาร และยังไม่สามารถขายหรือระบายสต๊อกข้าวออกไปได้หมด เนื่องจากต้นทุนข้าวไทยที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย มากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/ตันขึ้นไป ทำให้ข้าวสต๊อกรัฐบาลแม้จะรับจำนำมาครบรอบ 1 ปีแล้ว แต่การระบายข้าวออกนอกประเทศเพื่อไม่ให้กระทบกับราคาภายในก็ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ และเหตุใดข้าวสารบรรจุถุงถึงต้องขึ้นราคา ในเมื่อสต๊อกข้าวในประเทศเหลือมากในขณะนี้
สมเกียรติ กล่าวว่า ข้าวสารที่รัฐบาลได้จากโครงการรับจำนำมา ไม่ได้มีการระบายออกมาให้ภาคเอกชนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เกือบ 90% ยังอยู่ในคลังสต๊อกรัฐบาล เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาวะตลาดข้าวถุงหอมมะลิตรึงตัว ส่วนข้าวขาวนั้นรัฐบาลมีนโยบายที่จะระบายออกตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ และนำข้าวขาวบางส่วนในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุข้าวถุงขายราคาถูก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยผ่านร้านถูกใจ ภายใต้โครงการโชห่วยช่วยชาติของรัฐบาล ทำให้ธุรกิจข้าวถุงในส่วนของข้าวขาวเอกชนไม่กล้าขยับราคาขึ้นมากนัก ต้องแบกรับภาระขาดทุนไว้ก่อน เนื่องจากจะไปแข่งขันกับข้าวถุงร้านถูกใจไม่ได้ เพราะมีราคาต่ำกว่าตลาดถึง 20%
การประเมินดังกล่าวเท่ากับว่าคนไทยไม่มีทางเลือกมากนักในการบริโภคข้าวสารบรรจุถุงคุณภาพดี เพราะถูกบีบด้วยนโยบายรัฐบาล ที่เลือกช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้บริโภคได้เฉพาะข้าวขาว ถึงจะมีราคาต่ำกว่าท้องตลาด ในขณะที่ข้าวหอมมะลิซึ่งถือเป็นข้าวคุณภาพดีของประเทศกลับไม่มีโอกาสเข้าถึงมากนัก หรือเรียกได้ว่าข้าวดีส่งนอกขาย ข้าวคุณภาพต่ำกินในประเทศ กลายเป็นนโยบายสองมาตรฐานสำหรับคนไทยไปเสียแล้ว
สมเกียรติ ย้ำว่า ข้าวสารบรรจุถุงหอมมะลิแม้จำเป็นต้องขยับราคาขึ้น แต่ก็จะเป็นการทยอยปรับราคา เพื่อไม่ให้กระทบต่อยอดขายของแต่ละบริษัท เพราะขณะนี้ธุรกิจข้าวถุงถึงทางตันที่จะแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้นได้แล้ว และคงไม่สามารถใช้โปรโมชันส่งเสริมการขายออกไปได้อีก เพราะได้ใช้วิธีการดังกล่าวในการบริหารจัดการต้นทุนช่วงที่ผ่านมาเต็มที่แล้ว
ขณะที่ตลาดส่งออกข้าวไทยก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากราคารับจำนำที่ตั้งไว้สูงลิ่ว โดยต้นทุนรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ทำให้ต้นทุนข้าวขาวของไทยจะต้องส่งออกที่ราคา 700 เหรียญสหรัฐ ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ต้นทุนข้าวหอมมะลิไทยจะต้องส่งออก 1,200 เหรียญสหรัฐขึ้นไป ซึ่งราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยขณะนี้ อยู่ที่ 570 เหรียญสหรัฐ และข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐ กำลังสร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออกข้าวไทยไม่สามารถส่งออกข้าวให้กับลูกค้าได้ เพราะไม่รับกับราคาข้าวไทยที่สูงขึ้นเช่นนี้
ส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือน ส่งออกได้แค่ 5 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44% ข้าวที่ไม่สามารถส่งออกได้กำลังกลายเป็นข้าวเหลือค้างในประเทศจำนวนมาก จากการแบกรับสต๊อกข้าวที่มากเกินไป ประกอบกับนโยบายรับจำนำข้าวฤดูกาล 2555/2556 ที่กำลังมีข้าวใหม่ตามเข้ามาสมทบ สุดท้ายแล้วนอกจากคนไทยจะไม่ได้บริโภคข้าวในราคาที่ควรจะเป็น ยังอาจประสบกับปัญหาคุณภาพข้าวที่ด้อยคุณภาพ จากการเก็บรักษาข้าวจำนวนมากได้ไม่ดีพอ
นั่นเป็นผลสะท้อนกลับมาถึงนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ใช้คนไทยเป็นตัวประกันในการกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงลิ่วให้กับกลุ่มเกษตรกร แต่อีกขาหนึ่งของผู้บริโภคที่ควรได้รับการดูแลจากรัฐบาล ในฐานะผู้จ่ายภาษีให้กับประเทศชาติ กลับถูกมัดมือชกจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ไม่มีทางเลือกให้กับผู้บริโภคเลย แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการยกระดับรายได้ประชาชนด้วยการขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท/วัน แต่หากดูจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว การปรับขึ้นค่าแรงก็ไม่ได้สะท้อนเงินในกระเป๋าของประชาชนมากไปกว่าเดิมนัก
การโหมเม็ดเงินเพื่อหว่านลงไปในโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมาก นอกจากจะทำให้คนไทยยังต้องบริโภคข้าวแพงขึ้นแล้ว ในแง่ของเกษตรกรเม็ดเงินที่ได้รับจากโครงการรับจำนำข้าวที่เพิ่มขึ้น กลับต้องมาซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าเก่าเช่นกัน สุดท้ายความคุ้มค่าของการใช้เงินจำนวนมหาศาลก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นจากแต่ก่อนเลย







