
พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (4) จบ
หลังจากได้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยในเดือน พ.ย. ปี 2490 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นครั้งแรกในรัฐบาลชุดนายควง อภัยวงศ์ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2490 และทรงดำรงตำแหน่งนั้นมาจนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2491 จึงได้ทรงออกจากตำแหน่งเพราะรัฐบาลได้กราบถวายบังคมลาออกทั้งคณะ ต่อมาได้ทรงกลับเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่งในรัฐบาลชุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2491 และได้ทรงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2492 เพราะเหตุที่ทรงมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท แต่เมื่อได้ทรงลาออกแล้วก็ได้ทรงช่วยเหลือราชการของกระทรวงการคลังตลอดมา และยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อันเกี่ยวกับการเงินของชาติ
หลังจากได้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยในเดือน พ.ย. ปี 2490 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นครั้งแรกในรัฐบาลชุดนายควง อภัยวงศ์ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2490 และทรงดำรงตำแหน่งนั้นมาจนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2491 จึงได้ทรงออกจากตำแหน่งเพราะรัฐบาลได้กราบถวายบังคมลาออกทั้งคณะ ต่อมาได้ทรงกลับเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่งในรัฐบาลชุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2491 และได้ทรงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2492 เพราะเหตุที่ทรงมีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท แต่เมื่อได้ทรงลาออกแล้วก็ได้ทรงช่วยเหลือราชการของกระทรวงการคลังตลอดมา และยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อันเกี่ยวกับการเงินของชาติ
หลังจากเสร็จสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือตั้งแต่ปี 2489 เป็นต้นมา พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงใช้พระอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแห่งสัญญาสองฉบับที่ทำขึ้นระหว่างชาติที่เมืองเบรตตันวู้ดส์ (Bretton Woods) ในสหรัฐ เมื่อปี 2487 ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกแห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) และแห่งธนาคารโลก (International Bank for Reconstruction and Development) อันจักทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพในทางเงินตรา ด้วยพระอุตสาหะและด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัธยาศัยอันชวนให้เกิดความเชื่อถือเลื่อมใสในพระองค์ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงติดต่อกับบรรดาประเทศสมาชิกจนประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกแห่งสององค์การนี้ในวันที่ 3 พ.ค. 2492 และเมื่อประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกแล้วรัฐบาลไทยก็ได้แต่งตั้งให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นผู้ว่าการแทนประเทศไทยในสภาผู้ว่าการขององค์การทั้งสอง ได้เสด็จไปประชุมสภาผู้ว่าการนั้นๆ ทุกปีตลอดมา และได้ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่จนสิ้นพระชนม์ชีพ ได้ทรงใช้วิชาความรู้และความชำนาญให้เป็นประโยชน์แก่องค์การและแก่ประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารโลกได้ให้ประเทศไทยกู้เงินในปี 2494 เป็นจำนวน 25.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อบูรณะการรถไฟ การชลประทาน และการท่าเรือ
พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงช่วยเหลือในกิจการเงินของแผ่นดินตลอดมา ถึงแม้ว่าจะอยู่นอกราชการแล้ว แต่ในปี 2496 ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการร่วมมือการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับสหรัฐ (ก.ศ.ว.) และเมื่อต้นปี 2499 ได้ทรงช่วยเหลือกระทรวงการคลัง โดยทรงยกร่างพระราชบัญญัติเงินตราขึ้นใหม่ ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย คือพระราชบัญญัติเงินตราพุทธศักราช 2501 ใช้แทนพระราชบัญญัติเงินตราพุทธศักราช 2471 ซึ่งล้าสมัย ในปี 2499 กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเข้าดำเนินการธนาคารอุตสาหกรรมเพื่อเลิกกิจการและตั้งสถาบันขึ้นใหม่ ได้ทรงดำเนินการจนสำเร็จเรียบร้อย และได้ทรงตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขึ้น ในปี 2502 ได้ทรงเป็นประธานกรรมการอยู่จนสิ้นพระชนม์ ในปี 2503 ได้ทรงเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการปรับปรุงและสังคายนาประมวลรัษฎากร และได้ทรงเป็นกรรมการและเหรัญญิกของสภากาชาดไทยติดต่อกันมาเป็นเวลานานหลายปี
ในปี 2494 สำนักงานบูรณะประเทศเกาหลีของสหประชาชาติ (United Nations Korean Reconstruction AgencyUNKRA) ได้แต่งตั้งให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นที่ปรึกษาทางการคลังและเศรษฐกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้เสด็จไปประทับในประเทศเกาหลีในปีนั้นเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการคลังแห่งประเทศนั้น นอกจากนั้นในปี 2498 ทรงได้รับคำเชิญจากเลขาธิการสหประชาชาติให้ทรงเป็นกรรมการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกสองท่าน สำหรับให้คำปรึกษาแก่เลขาธิการฯ ว่าด้วยเรื่องรายงานเศรษฐกิจของโลก อันเป็นเอกสารสำคัญอันหนึ่งของสหประชาชาติ ได้เสด็จไปประชุมกรรมการนั้น ณ กรุงนิวยอร์ก ในปลายเดือน ก.ย. ปี 2498 เป็นอันว่าโลกได้ยอมรับในพระปรีชาสามารถและวิทยากรของพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทางด้านการเศรษฐกิจและการคลัง ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้นำเกียรติอันสูงนี้มาสู่ประเทศไทย
ในราชการส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงสนองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดีเป็นล้นพ้นตลอดมา กิจการที่จะพึงกระทำต่อเบื้องพระยุคลบาทนั้น ทรงกระทำด้วยความปีติโสมนัสและทรงกระทำได้ในทุกโอกาสแม้แต่ในเวลาที่ประชวรอยู่ ไม่เคยทรงเห็นว่ากิจการใดหนักไปหรือเหลือวิสัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นองคมนตรี ในปี 2495 ได้ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย และพระราชทานพระมหากรุณาต่อพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยอีกนานาประการ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมสหภาพพม่าเป็นทางราชการ ในปี 2503 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยโดยเสด็จฯ ในฐานะองคมนตรี
พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้เคยประชวรด้วยโรคพระหทัยมาก่อน แต่ได้ทรงรับการรักษาจากแพทย์จนหายเป็นปกติในเดือน มิ.ย. ปี 2503 ได้กลับประชวรอีกด้วยพระโรคเดียวกัน นายแพทย์ได้ถวายการรักษาจนทรงพระสำราญแล้ว จึงได้เสด็จไปทรงพักผ่อนที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ประมาณสิบกว่าวันแล้วเสด็จกลับวังในวันที่ 18 ส.ค. 2503 มีพระอาการเป็นปกติ ในวันที่ 22 ส.ค. ตอนเช้าได้เสด็จไปเยี่ยมหม่อมเจ้าหญิงประดับศักดิ์ ไชยันต์ พระเชษฐภคินี ณ วังถนนสีลม แล้วเสด็จกลับวังประมาณ 11 นาฬิกาเศษขณะที่ทรงพระอักษรอยู่นั้น พระหทัยหยุดลงโดยฉับพลัน และสิ้นพระชนม์โดยสงบเมื่อเวลา 12.15 นาฬิกา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ว่า พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยสิ้นพระชนม์ในคืนวันเดียวกันขณะประทับอยู่ ณ พระราชวังเคอลูซ (Queluz Palace) กรุงลิสบอนในขณะที่เสด็จฯ เยือนประเทศโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ ด้วยความเศร้าสลดพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้มีพระราชดำรัสสรรเสริญคุณความดีของพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นอเนกประการแล้ว ได้มีพระราชดำรัสว่า
“ท่าน (พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย) ได้ช่วยเหลือฉันมากในกรณีที่มาเยี่ยมต่างประเทศคราวนี้ ท่านก็ได้ทรงทราบแล้วว่าการมาเยี่ยมต่างประเทสคราวนี้เป็นผลสำเร็จและมีผลดีเพียงไร และคงพอพระทัย ฉันคิดว่าขณะสิ้นพระชนม์ท่านคงมีความสุข”
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระศพพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยเป็นงานหลวงเป็นพิเศษ และได้พระราชทานพระโกศมณฑป เทียบเท่าชั้นเจ้าต่างกรมทรงพระศพเป็นเกียรติยศ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2503 สมเด็จพระราชชนนี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้เสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพและบำเพ็ญพระราชกุศลในงานพระศพ
พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยมีชายา 2 คน และมีโอรสธิดา 3 คน คือ หม่อมราชวงศ์ไชยวัฒน์ ไชยันต์ หม่อมราชวงศ์พัฒนไชย ไชยันต์ และหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี พระองค์ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาอิสริยยศขึ้นเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย” ในวันที่ 8 พ.ค. 2493







