
ก้าวที่กล้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า 1 ปี ธรรมนูญหัวง้มแห่งอำเภอพาน
“งดเว้นการเลี้ยงเหล้า เบียร์ ในงานศพตามโครงการงานศพปลอดเหล้าตำบลหัวง้ม”
“งดเว้นการเลี้ยงเหล้า เบียร์ ในงานศพตามโครงการงานศพปลอดเหล้าตำบลหัวง้ม”
“งดเว้นการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช เช่น ยาฆ่าหญ้า”
ตัวอย่างจาก 2 ข้อ ใน 57 ข้อ 10 หมวด ของธรรมนูญสุขภาพ ต.หัวง้ม อ.พาน จ.เชียงราย ที่เกิดจากการรวมกันของภาคประชาชนและหน่วยงานราชการเชื่อมร้อยกับ อบต. บูรณาการเป็นองค์รวม ให้โครงการพัฒนาต่างๆ ของคนในตำบลเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีธรรมนูญตำบลเป็นแนวทาง
“ธรรมนูญตำบลเหมือนกฎหมาย หรือกติกาของสังคมเล็กๆ ที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ซึ่งยกระดับขึ้นมาจากกฎของหมู่บ้านธรรมดาแต่ไม่สูงถึงกฎหมาย ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้ โดยอิงจาก พ.ร.บ.สุขภาพฯ” นิรันดร์ คำแปง กรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชน จ.เชียงราย หนึ่งในผู้มีส่วนขับเคลื่อนเรื่องธรรมนูญสุขภาพให้นิยามของธรรมนูญที่ช่วยกันกำหนดขึ้นมา
ขณะที่ สมพงษ์ ชำหา หัวหน้าสถานีอนามัยตำบลหัวง้ม ในฐานะผู้หนึ่งในการผลักดันให้เกิดธรรมนูญสุขภาพตำบล เล่าว่า ธรรมนูญสุขภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญของกลุ่มชุมชนในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างสุขภาพของตนเอง โดยเป็นมาตรการทางสังคมที่เป็นลายลักษณ์อักษร เตือนใจให้ชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
รวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้านตนเองและชุมชนให้ไปในทิศทางเดียวกัน และอยู่บนพื้นฐานทางศีลธรรมและจริยธรรม
ทั้งนี้ การได้มาซึ่งธรรมนูญสุขภาพ ต.หัวง้ม เป็นการระดมความคิดคนในชุมชนร่วมกับหน่วยงานราชการ อบต. วัด โรงเรียน กระทั่งมีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของชุมชนประมาณ 56 ครั้ง เพื่อให้เนื้อหาเป็นที่ต้องการของชาวบ้าน หน่วยงานราชการ และที่สำคัญต้องปฏิบัติได้
ธรรมนูญสุขภาพ ต.หัวง้ม มี 10 หมวด 57 ข้อ โดยหมวดที่ 1 ว่าด้วยเรื่องปรัชญาแนวคิดของระบบสุขภาพ ต.หัวง้ม หมวดที่ 2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่อการมีสุขภาวะที่ดีของชาว ต.หัวง้ม หมวดที่ 3 การควบคุมป้องกันปัจจัยที่คุกคามต่อสุขภาพชาว ต.หัวง้ม หมวดที่ 4 คุณภาพการบริหาร ด้านสุขภาพ ชาว ต.หัวง้ม หมวดที่ 5 การสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น
หมวดที่ 6 การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคทุกกลุ่มตำบล หมวดที่ 7 การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้และบริการข้อมูล หมวดที่ 8 เศรษฐกิจพอเพียง หมวดที่ 9 การเงินและการระดมทรัพยากร และหมวดที่ 10 สำนักงานธรรมนูญสุขภาพ
สาระสำคัญของธรรมนูญสุขภาพจะอยู่ที่ หมวด 3 ว่าด้วยเรื่อง การควบคุม ป้องกันปัจจัยที่คุกคามต่อสุขภาพชาว ต.หัวง้ม ซึ่งเนื้อหาสำคัญ เช่น ลดอาหารหวาน มัน เค็ม การฝึกทำจิตใจให้เป็นสุข เพื่อลดโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ดูแลบ้านเรือนชุมชนให้สะอาด ปราศจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ป้องกันโรคไข้เลือดออก ขยะในครัวเรือนทำปุ๋ยหมัก ปลูกผักปลอดสาร ผลิตอาหารที่ปลอดภัย หยุดเผาตอซังข้าวเศษฟางในนา
นอกจากนี้ ยังงดการเลี้ยงเหล้า เลี้ยงเบียร์ และไม่จุดธูปในงานศพ กำจัดมูลสัตว์และน้ำเสียอย่างถูกวิธีไม่ให้มีกลิ่นรบกวน ร่วมใจปกป้องพุทธศาสนา ยึดมั่นในศีลธรรม น้อมนำ รู้รักสามัคคี มีจิตใจ โอบอ้อมอารี ช่วยเหลืออาทรต่อกันและกัน
ในฐานะผู้ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพ สมพงษ์ บอกว่า ต้องใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี กว่าจะประกาศใช้ธรรมนูญฉบับนี้
“บางข้อที่ยังทำไม่ได้ เช่น ห้ามจุดธูปในงานศพเป็นเรื่องความเชื่อที่ยังต้องใช้เวลา แต่เรื่องปลอดเหล้าในงานศพนี่ลดลงมาก ถึงอาจจะไม่ 100 %” สมพงษ์ ระบุ
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพให้ได้ผลต้องมีกระบวนการต่างๆ ควบคู่กันไป เช่น มีการกำหนดตัวชี้วัด ด้วยการประกวดหมู่บ้าน รวมไปถึงการให้คะแนนโครงการธนาคารความดีตามแนวทางของธรรมนูญ ซึ่งคนที่ปฏิบัติจะได้แต้มจากธนาคารความดีและเป็นการปฏิบัติตามธรรมนูญคู่ไปด้วย
นอกจากนี้ บ้านหัวง้มยังมีวิทยุชุมชนเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพในการช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รณรงค์ผ่านเวทีประชาคมทุกเดือน รวมถึงการติดตามประเมินผลด้วย
สมพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การประกาศใช้ธรรมนูญไม่ได้เป็นกฎตายตัว จะมีการประเมินผลและปรับให้สอดคล้องกับชุมชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องทุกปี
“ข้อไหนที่ทำไม่ได้ เมื่อประเมินแล้วได้คะแนนต่ำ ในตำบลจะต้องหารือกันว่าอาจจะปรับให้อ่อนลง หรือชาวบ้านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หรือว่าปัญหาเกิดจากอะไรที่ไม่สามารถทำได้ก็ต้องว่ากันไปตามเหตุผล”
1 ปีผ่านไปหลังการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพ ต.หัวง้ม สมพงษ์ ยอมรับว่า ปัญหาที่พบคือกลุ่มคนที่ให้ความสนใจธรรมนูญสุขภาพในการดูแลตัวเองส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย แทนที่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะให้ความสนใจต่อสุขภาพมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดในธรรมนูญสุขภาพ ต.หัวง้ม มีถึง 57 ข้อ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ชุมชนจะเข้าใจทุกประเด็น ต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ ที่สำคัญต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชนสร้างสุขภาพตนเอง หรือชุมชน ผ่านกิจกรรม สื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเคยชิน
เวลา 1 ปีที่ผ่านไปเป็นเพียงก้าวแรกของธรรมนูญสุขภาพ คงต้องใช้เวลาให้ชุมชนได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง เพื่อตนเอง ชุมชน และลูกหลานในอนาคต







