posttoday
นักวิชาการในดวงใจ

นักวิชาการในดวงใจ

20 ตุลาคม 2555

การพูดคุยกับประธานทีดีอาร์ไอครั้งนี้ มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมห้องทำงานประจำตำแหน่งด้วย นับว่าใหญ่โต ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบ มีหนังสือวิชาการภาษาไทยและต่างประเทศเรียงเต็มไปหมด

การพูดคุยกับประธานทีดีอาร์ไอครั้งนี้ มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมห้องทำงานประจำตำแหน่งด้วย นับว่าใหญ่โต ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบ มีหนังสือวิชาการภาษาไทยและต่างประเทศเรียงเต็มไปหมด

“คุณจะเห็นว่าผมมีนิสัยอย่างหนึ่ง ผมได้ห้องทำงานใหญ่มาจริง แต่มันก็ยังรกอยู่ดี ห้องทำงานจะรกหน่อยนะ ห้องนี้เป็นห้องของอาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานคนเก่า ห้องเก่าผมอยู่ชั้นบน ห้องนี้ดีตรงที่มีชั้นวางหนังสือเยอะมาก นี่ผมยังเอาหนังสือมาใส่ไม่เต็มเลยครับ ตอนนี้หนังสือที่บ้านผมเยอะ ภรรยาผมมีวิธีการแก้ด้วยการเอาไปทิ้ง แต่พอมาเป็นแบบนี้ภรรยาผมคงสบายใจ เพราะคงไม่มีปัญหาอีกแล้ว” สมเกียรติ หัวเราะพลางว่า วาระดำรงตำแหน่งประธานทีดีอาร์ไอ มีเวลา 5 ปี ยาวกว่ารัฐบาลนี้ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่รู้ เราจะอยู่กี่รัฐบาล ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเปลี่ยนเร็วแค่ไหน

แน่นอนว่าการเข้ามารับหน้าที่นี้ย่อมเป็นงานหนักและเหนื่อย ไม่ต่างอะไรกับการทำวิจัยประเทศไทยทั้งประเทศ ซึ่ง สมเกียรติ ยอมรับกับสิ่งที่ต้องเผชิญจากนี้

“งานนี้ถ้า...ทำคนเดียวหนักแน่นอน แต่ไม่คิดว่ามันหนักมาก เพราะพอได้คุยและช่วยกันคิดกับหลายๆ กลุ่มในสังคม พบว่าพวกเขาเอาด้วย”

...ในทีดีอาร์ไอผมเองมีพี่เลี้ยงถึง 3 คน เป็นถึงประธานคนเก่ายังอยู่หมดเลย ทั้ง อาจารย์ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อาจารย์ อัมมาร สยามวาลา อาจารย์นิพนธ์ อยู่ครบหมด มีที่ปรึกษาชั้นดี คณะกรรมการทีดีอาร์ไอก็เห็นด้วยกับการทำงานของเราด้วย

...พอเป็นแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เอ้อ น่าจะพอไปไหวนะ แต่ถ้าทำประเภทแบบอยู่คนเดียว ไปชวนใครคุยไม่มีใครเห็นด้วย บอกว่าไม่ดี ไม่ใช่ อย่างนี้ละเหนื่อย แต่ตอนนี้ไปคุยกับใครที่ไหน มีแต่คนบอกว่าใช่เลยปัญหาที่ทีดีอาร์ไอพูดมาสำคัญหมดเลย และทุกคนคิดว่าต้องแก้

ส่วนตัวได้รับอิทธิพลทางวิชาการจากใคร หรือมีใครเป็นแบบอย่างในด้านวิชาการ?

สมเกียรติ ตอบอย่างภูมิใจว่า ถ้าเป็นเรื่องการคิดในเชิงยุทธศาสตร์ คือ อาจารย์เสนาะ อูนากูล ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของทีดีอาร์ไออยู่ ถ้าเรื่องสังคมต้องอาจารย์หมอประเวศ วะสี สองคนนี้มีความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนกัน แต่มีการทำงานแบบคิดในเชิงยุทธศาสตร์

นักวิชาการในดวงใจ

 

 

“อาจารย์เสนาะสนใจด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม อาจารย์ประเวศสนใจด้านสังคม อาจารย์เสนาะเป็นเทคโนแครต เป็นเลขาสภาพัฒน์ อาจารย์ประเวศเป็นปัญญาชนอิสระ ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์สองท่านนี้เยอะมาก โดยเฉพาะการสร้างบทเรียนที่สอนผม คือ การทำงานเรื่องยากๆ ใหญ่ๆ ให้สำเร็จต้องมีเครือข่ายช่วยกันทำ ไม่ใช่ทำอยู่คนเดียว ตรงนี้ต้องร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้ผมพูดหรือสะท้อนอะไรออกไปก็หมายความว่าผมได้รับอิทธิพลจากทั้งสองท่าน อีกท่านคือ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ให้มุมมองด้านสังคม”

แต่พอถามเน้นถึงความชื่นชอบในนักวิชาการคนไหนเป็นพิเศษถึงขั้นเอานำมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ประหนึ่งยกให้เป็น “ไอดอล” ก็ยกชื่อ “อัมมาร สยามวาลา” ขึ้นมาทันที

“เรื่องทางวิชาการก็มีคนที่ผมชื่นชมประจำตัวอยู่ คือ อาจารย์อัมมาร ที่อยู่ใกล้ชิดกัน อาจารย์เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตให้มีความสุขในทางวิชาการ หมายความว่า ได้อ่านหนังสือดีๆ ได้ฟังเลกเชอร์ดีๆ ได้อ่านเปเปอร์วิชาการดีๆ มันตื่นเต้น ตรงนี้ผมคิดว่าผมแชร์ร่วมกับอาจารย์อัมมารเยอะนะ อาจารย์ไม่ได้ให้ความสนใจเฉพาะเกี่ยวกับงานที่ทำหรือวิจัยนโยบายอย่างเดียว แต่อาจารย์มีความสนใจกว้างมาก ทั้งชีววิทยา วิทยาศาสตร์ ประวัติ ศาสตร์ เป็นอีกมุมหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้

...พักหลัง ผมได้เจอทั้งอาจารย์อัมมาร และอาจารย์เสนาะ สิ่งที่ผมประหลาดใจและผมรู้สึกอายตลอดเวลา คือ ทั้งสองท่านอ่านหนังสือเยอะกว่าผม ทั้งที่อายุเยอะกว่าผมทั้งนั้นเลย เราคิดว่าวัยอย่างเราน่าจะเป็นวัยที่มีเรี่ยวมีแรงเยอะที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าไปเจอกับอาจารย์สองท่าน ซึ่งท่านก็พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งเราก็เพิ่งเคยได้ยิน คิดว่ามันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ”

สำหรับความสนใจด้านเนื้อหาวิชาการในเวลานี้ ประธานทีดีอาร์ไอ สารภาพตามตรงว่า ด้วยตอนนี้ต้องมาเป็นผู้บริหาร ทำให้ต้องมาติดตามเรื่องที่ไม่เคยสนใจ คือ Transformation วิธีการเปลี่ยนองค์กร วิธีการเปลี่ยนประเทศ วิธีการเปลี่ยนคน

“งานต่อไปของทีดีอาร์ไอจะไม่เหมือนกับงานที่เคยทำ ดังนั้นองค์กรต้องเปลี่ยนด้วย และสุดท้ายตัวเองก็ต้องเปลี่ยนด้วย ซึ่งต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เป็นจริง

...การคิดมันต้องเป็น Wisdom Of The Crowd หรือเป็นปัญญาร่วมของคนที่มารวมกัน มันไม่ใช่เรื่องของใครที่มีความคิดเจ๋งๆ อยู่เพียงคนสองคน ในสังคมที่มีความซับซ้อนขนาดนี้ ไม่มีใครที่จะไปคิดแทนกันได้เยอะขนาดนั้น ดังนั้นการมีเครือข่ายวิชาการจึงมีความสำคัญอย่างมาก”

คำถามหนึ่งที่ไม่ถามไม่ได้ เพราะจะทำให้การสนทนาจบลงไม่สมบูรณ์แบบ คือ เอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อน หรือว่าการพักผ่อนของอาจารย์คือการอ่านหนังสือ?

“ใช่ครับ (หัวเราะ) อ่านหนังสือวิชาการกับหนังสือกึ่งวิชาการ จริงๆ วิชาการแทบทุกประเภทเป็นการพักผ่อน ยกเว้นแต่วิชาการที่ต้องส่งงานวันไหน แบบนี้ไม่ใช่การพักผ่อน ผมรู้สึกว่าเส้นแบ่งของผมระหว่างงานประจำกับงานอดิเรก อยู่ตรงที่มีเดดไลน์ในการส่งงานหรือเปล่า บางทีดูเนื้อหาคล้ายกันเลย แต่เวลาทำแล้วถ้าไม่มีเดดไลน์แล้วชีวิตจะมีความสุขมากกว่า”

“ถ้าถามคำถามนี้ในสมัยก่อน คงตอบแค่ว่าคือการอ่านหนังสือ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เพราะมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ การฟังเลกเชอร์ออนไลน์ เหมือนกับการอ่านหนังสือ เพียงแต่เราไม่ได้อ่าน เพราะมีคนมาอ่านมาพูดให้ฟัง เหมือนกับไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เราไม่ได้ไปเรียน

เช่น อยากจะเรียน Harvard MIT (Massachusetts Institute Of Technology) Stanford หรือ Yale ก็ฟังออนไลน์หมดของฟรี ย่นระยะเวลาและได้เรียนรู้ในสาขาแปลกๆ ขืนมานั่งงมอ่านเองต้องใช้เวลาเยอะ แต่ตอนนี้มีคนเลกเชอร์แจ๋วๆ เก่งๆ พอฟังแล้วปิ๊งเยอะ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท