posttoday
เปลี่ยนทิศก่อนชนภูเขา

เปลี่ยนทิศก่อนชนภูเขา

20 ตุลาคม 2555

“การพัฒนาประเทศถึงทางตันแล้ว ประเทศไทยจะโตแบบที่เคยโตมาโดยอาศัยบุญเก่าไม่ได้แล้ว เพราะบุญเก่ามันส่งได้แค่นี้ ถ้าเราไม่รีบหาทางออก ประเทศจะเสียหายเยอะ”

“การพัฒนาประเทศถึงทางตันแล้ว ประเทศไทยจะโตแบบที่เคยโตมาโดยอาศัยบุญเก่าไม่ได้แล้ว เพราะบุญเก่ามันส่งได้แค่นี้ ถ้าเราไม่รีบหาทางออก ประเทศจะเสียหายเยอะ”

คำเตือนของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คนใหม่ ที่กำลังร้อนแรงร่วมกับบรรดาอดีตประธานทีดีอาร์ไอรุ่นก่อนกับการทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ ท้วงติงการประมูลคลื่น 3จี ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์มหาศาล รวมถึงการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

ทีดีอาร์ไอได้ทำหน้าที่ผลิตงานวิจัยคุณภาพสูงชี้ทิศทางพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนมาร่วม 28 ปี มาในยุคหลังสถาบันแห่งนี้ถือเป็นคลังสมองของชาติ คอยถ่วงดุลกับพิษประชานิยมที่ประเทศไทยติดกับดักจนเสี่ยงเกิดวิกฤตอีกระลอก

สมเกียรติ บอกว่า แต่ก่อนหน้าที่ของทีดีอาร์ไอทำแต่งานวิจัยเป็นหลัก เหมือนเปิดโรงงานทำของ แต่ต่อไปนี้เราจะผลักดันงานวิจัยให้มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น กล่าวง่ายๆ ทำมาร์เก็ตติงขายของต่อ แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อต้องร่วมกับภาคประชาสังคมช่วยกันออกแบบโจทย์ โดยคิดถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

โจทย์ใหญ่ 4 ข้อของทีดีอาร์ไอในยุคสมเกียรติ คือ หนึ่ง โมเดลในการพัฒนาประเทศใช้แบบเดิมไม่ได้ กล่าวคือ แต่ก่อนจนถึงปัจจุบันเรายึดการพัฒนาประเทศโดยมี 3 เสาหลัก พัฒนาอุตสาหกรรม แต่ไม่ค่อยพัฒนาเทคโนโลยี เน้นส่งออกเยอะๆ และใช้ภาคแรงงาน แต่สามตัวนี้กำลังเป็นปัญหามากขึ้น และไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป เช่น จะหวังพึ่งส่งออกเยอะๆ ก็จะยาก เพราะความต้องการตลาดโลกลดลง จากวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

โจทย์ที่สอง เรื่องคุณภาพการศึกษาไทยที่สวนทางกับการโตของประเทศ วันนี้การศึกษาโดยเฉลี่ยแย่ลง และมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างส่วนหัวกับส่วนท้ายที่ใหญ่ขึ้นทุกปี แล้วก่อให้เกิดปัญหาสารพัด เช่น ถ้าการศึกษาของลูกหลานคุณภาพไม่ดี ก็ยากที่จะทำให้ลูกหลานขยับเป็นชนชั้นกลางได้ แล้วถ้าขยับไม่ได้เป็นเวลานาน ความตึงเครียดในสังคมก็จะเยอะเป็นแรงกดดันในสังคมระยะยาวด้วย

โจทย์ที่สาม เรื่องคอร์รัปชัน เป็นปัญหาใหญ่ทำให้การตัดสินใจแต่ละเรื่องมันแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งที่รู้ว่าต้องเดินทางไหนถึงจะเดินถูกทาง ฉะนั้นต่อให้คิดอะไรดีๆ ได้ แต่ถ้ายังมีคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่แพร่หลายและอาการหนักอย่างนี้ ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศไปได้ในระยะยาว

“สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยมีดัชนีหลายตัวที่น่าเป็นห่วง ตัวแรก คือ โพล ที่บอกว่าคนยอมรับคอร์รัปชันได้ถ้าเกิดคอร์รัปชันทำให้เขาได้ประโยชน์อยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง แล้วโพลสำรวจซ้ำกี่ครั้งก็ออกมาเหมือนกันหมด และตัวเลขที่ได้ยิน ยอดจ่ายใต้โต๊ะมันใหญ่ขึ้นทุกที ของพวกนี้มันไม่มีพยานหลักฐานชัดๆ แต่ถ้าไปถามใครคนจะเชื่อว่าเป็นความจริง และคนจะมีตัวอย่างเล่าให้ฟังเต็มไปหมด มันจึงร้ายแรงขึ้นแล้วมันฝังเข้าไปในระดับจิตสำนึกของคนแล้วว่ายอมรับมันได้”

สมเกียรติ บอกว่า ทั้งสามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น จะไม่ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตแบบตกเหวทันที แต่มันจะเป็นขาลงแบบช้าๆ แต่ถ้ามาเจอโจทย์ข้อที่สี่ คือ ฐานะการคลังของรัฐมีปัญหา มันจะตกเหวทันที เพราะประเทศต่างๆ เวลาเกิดวิกฤต หนี้ภาครัฐจะขึ้นสูงมากจนเกิดปัญหาแล้วคนไม่เชื่อมั่นกัน ที่สุดรัฐอาจแก้ปัญหา เช่น พิมพ์ธนบัตร ซึ่งก็สร้างปัญหาเงินเฟ้อ ภาระชำระหนี้สูงเป็นเงาตามตัว

สี่เรื่องนี้สมเกียรติย้ำว่าเป็นโจทย์ของประเทศที่สำคัญ และที่ผ่านมาทีดีอาร์ไอเคยเข้าไปศึกษาในบางแง่มุม แต่ครั้งนี้อยากเข้าไปศึกษาเต็มตัวยิ่งขึ้น เพราะรู้สึกว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกที

เปลี่ยนทิศก่อนชนภูเขา

 

“ภายใน 12 ปี ประเทศคงยังไม่เกิดวิกฤต เพราะหนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่ายังไม่สูงเทียบกับหลายๆ ประเทศ แต่ดูแนวโน้มแล้วน่าเป็นห่วง เพราะกติกาทางการเมืองถูกกำหนดไปแล้วว่า พรรคไหนอยากชนะเลือกตั้งต้องเดินทางสายเดียวกันหมดเลย คือ ประชานิยม ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ทันตาเห็น แต่ต้นทุนไปโผล่ระยะยาว จึงเกิดปัญหา”

อะไรคืออุปสรรคทำให้การพัฒนาประเทศไปได้ช้า? สมเกียรติ ตอบว่า ทั้งสี่โจทย์มีฐานคิดร่วมกันว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ การเมืองมองปัญหาระยะสั้น และยิ่งเดี๋ยวนี้สูตรสำเร็จของฝ่ายการเมืองอย่างที่บอก คือ ต้องให้ประชาชนจับต้องได้ วันนี้ พรุ่งนี้ ถ้าใครให้ประชาชนรอ 23 ปี แค่นี้ก็แพ้เลือกตั้งแล้ว ฉะนั้น ถ้าประเทศไหนการเมือง ประชาชนมองระยะสั้น ประเทศไม่มีอนาคตระยะยาวได้

“ของพวกนี้ไม่ใช่ปัญหา 12 ปี เพราะมันเป็นปัญหา 10 ปีขึ้นไป มันจึงไม่มีรัฐบาลไหนสนใจ เพราะรัฐบาลมีวาระ 4 ปี แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ไม่ครบ และรัฐมนตรีเดี๋ยวนี้เปลี่ยนบ่อยต้องตอบแทนบุญคุณกันให้ครบถ้วนอีก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา และอยู่กันแค่ 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วใครจะไปมองแก้ปัญหายาวๆ คนจะสนใจแต่เรื่องระยะสั้นกัน”

ก่อนยกตัวอย่างงานวิจัยตะวันตกเลื่องชื่อ ศึกษาผลประโยชน์ระยะสั้น ระยะยาว ที่นักจิตวิทยาได้ทดลองกับเด็ก

“เขาทดลองให้เด็ก 5 ขวบมานั่งในห้องแล้วมีขนมหวานชื่อดัง มาร์ชเมลโล่ นักจิตวิทยาที่ทดลองบอกกับเด็กให้รอ 20 นาที ถ้าไม่กินขนมนี้จะให้เพิ่มอีก 1 ชิ้น แต่ถ้ากินไปแล้วจะให้ชิ้นเดียวนะ พอนักจิตวิทยาออกจากห้องปุ๊บ ก็มีเด็กหยิบขนมกินทันที แล้วก็จะมีเด็กบางคนที่มีความอดทน แม้จะถูกยั่วยวน ก็ใช้วิธีหลอกล่อตัวเอง เช่น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หันหลังให้ แล้วเขาก็ตามต่อในอนาคตเมื่อเด็กเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ประสบความสำเร็จหรือไม่

...ผลการศึกษาชี้ว่า เด็กที่ทนต่อความยั่วยวนไม่ได้และกินขนมทันที อนาคตจะมีปัญหา ส่วนเด็กที่อดทนได้ อนาคตจะดี มีงานมั่นคง เรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ครอบครัวดี ซึ่งมันเป็นเพราะทนการเย้ายวน มองการณ์ไกลกว่า มีวินัย เรื่องนี้ใช้ได้กับผู้ใหญ่และประเทศด้วย ถ้าประเทศไหนเอาแพ้ชนะกันระยะสั้น แล้วไม่มองระยะยาว อนาคตประเทศก็เสพสุขระยะสั้น”

แล้วการผลักดันโจทย์ทั้งสี่ข้อ ท่ามกลางความขัดแย้งการเมือง จะมีพลังได้แค่ไหน?

“โจทย์ทั้งสี่เรื่องที่พูดมา ว่าไปแล้วไม่มีสีเสื้อมาเกี่ยวแล้ว เรื่องโมเดลในการพัฒนาประเทศ เรื่องการศึกษา หรือเรื่องคอร์รัปชันก็ไม่ใช่เรื่องการเมือง เพราะทั้งสองรัฐบาลก็เคยประกาศสู้คอร์รัปชัน เรื่องประชานิยม สมัยก่อนอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของพรรคไทยรักไทย แต่เดี๋ยวนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของทุกพรรคแล้ว ฉะนั้น เราต้องช่วยกันออกแบบเพื่อให้ประเทศเดินถูกทาง”

สมเกียรติ ยังคงคาดหวังกับสังคมที่จะเป็นพลังเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอยู่ แม้ว่าวันนี้จะเป็นสังคมที่มีความแตกแยก ขัดแย้งสูง

“ผมคาดหวังมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่า เราคาดหวังกับรัฐมากไม่ได้แล้ว”

เขาขยายความต่อ

“การเมืองก็คาดหวังไม่ได้ เพราะเขามองระยะสั้นลงทุกที และความขัดแย้งการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมามันทำให้เดิมพันทางการเมืองสูงมาก จนกว่าเกมนี้จะมีแพ้ชนะกันอย่างเด็ดขาด การเมืองมันจะเดินอย่างนี้ต่อไป ฉะนั้น วาระใหญ่ที่อยู่ในหัวนักการเมืองก็คือ เอาชนะการเลือกตั้งกัน แพ้ไม่ได้ สมัยก่อนการแพ้ชนะเลือกตั้งยังเป็นลักษณะที่ว่า ได้แบ่งกัน สมัยนี้เดิมพันมันสูงขึ้น แล้วความเป็นขั้วรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ระยะห่างมันเยอะมาก ใครเป็นฝ่ายค้าน คุณก็อาจเป็นยาว

...ราชการก็หวังพึ่งยาก เพราะอ่อนแอกว่าอดีตเยอะมาก แล้วราชการก็ตกเป็นเบี้ยล่างฝ่ายการเมืองเยอะ ทำให้คนดีๆ ในราชการก็ลาออก”

ทั้งหลายทั้งปวง สมเกียรติ เปรียบเทียบทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ประเทศปัจจุบันเหมือนกับเรือไททานิค เราเห็นอยู่แล้วว่า ภูเขาน้ำแข็งอยู่ข้างหน้า แล้วเรือเรากำลังมุ่งหน้าไปหามัน ถ้าไปอย่างนี้เรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนเส้นทางเรือ ก็ต้องชนภูเขาน้ำแข็งแน่ เพียงแต่ว่าเร็วหรือช้า

“ปัญหา 3-4 เรื่องส่วนใหญ่จะค่อยๆ เกิด แต่ของบางอย่างพอมันสะสมไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งมันหักพังลงมาได้ เรามองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเพราะมันเกิดขึ้นช้า แต่ทุกเรื่องเราอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง แล้วเรารู้ว่าเรากำลังวิ่งไปสู่วิกฤตได้ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนเส้นทางก่อน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท