
จากเซต Set Zero ถึงชักฟืนออกจากไฟ
เนวิน ชิดชอบ พูดอะไรกระแทกใจของคนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Set Zero หรือกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่ “ศูนย์” หรือ “มาชักฟืนออกจากไฟคนละฟ่อน”
เนวิน ชิดชอบ พูดอะไรกระแทกใจของคนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Set Zero หรือกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่ “ศูนย์” หรือ “มาชักฟืนออกจากไฟคนละฟ่อน”
ทัศนะที่เนวินพูดเป็นทัศนะที่เป็นวิทยาศาสตร์และถ้าคนพูดมีจุดยืนประชาชน และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาชาติที่ถูกต้องคือแนวทางประชาธิปไตยแล้ว คุณเนวินจะกลายเป็น“คนใหม่” ที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงทีเดียว
ศูนย์หรือสูญหลายคนอาจจะมองว่าไม่มีความหมาย แต่ศูนย์ที่แท้จริงแล้วก็คือจุดเริ่มต้นของ 1 ไปจนถึงอินฟินิตี ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มของ +1 ไปจนถึงอินฟินิตีเช่นกัน ดังนั้นศูนย์จึงเป็นจุดบาลานซ์หรือสมดุล
อีกวลีหนึ่งที่กินใจคุณ “กุดจี่” หรือพรชัย แสนยะมูล เอาไปเขียนกลอนให้ไว้ในเนชั่นสุดสัปดาห์ให้ก็คือ “ชักฟืนออกจากไฟคนละฟ่อน” ด้วยการประกาศ ไม่เล่นการเมืองอีกต่อไป!
แต่ “การเมือง” ที่ คุณเนวิน “จะลงจากหลังเสือ” มันลงไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกครับ เพราะ “ลงจากหลังเสือ” เมื่อไหร่ เสือเหลืองกับเสือแดงก็จะหันมาเล่นงานคุณพร้อมๆ กันทันทีที่คุณอ่อนแอและไม่มีอำนาจ เพราะคุณเนวินเป็นคนที่ “แดงไม่เอา” “เหลืองก็ไม่ไว้ใจ” และมองกันว่าคุณเนวินเป็นคนประเภท “นกมีหู หนูมีปีก”
คุณเนวินจะอยู่ได้โดย “เสือ” “ไม่กล้ากัด”คุณเนวินต้อง “เล่นการเมือง” อีกชนิดหนึ่งคือเล่นการเมือง “ถูก” ไม่ใช่เล่นการเมือง “ผิด” อย่างที่เล่นมาในอดีต การเมืองถูกก็คือการเมืองที่ตั้งอยู่บน “หลักวิชาทางการเมือง” ที่นักการเมืองไทยเราเล่นๆ กันอยู่ ไม่ได้เล่นการเมืองกันบน “หลักวิชา” ทางการเมืองเลยสักคน เพราะไม่รู้ว่าหลักวิชาการเมืองหน้าตาเป็นอย่างไร
ทั้งคุณเนวินต้องยืนอยู่บน “จุดยืนประชาชน” ด้วย ไม่งั้นไปไม่รอดคือโดนทั้งเสือเหลืองแดงขย้ำแล้วยังไม่พอ ยังจะถูกประชาชนขย้ำอีกต่างหาก (แต่จุดยืนประชาชนก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณเนวินไปเล่นการเมืองแบบ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ตามแนวทางของเอ็นจีโอนะครับ เอ็นจีโอเขาเป็นเพียงร่างทรงทางความคิดของพวกตะวันตกที่มาใช้ “ยุทธวิธี” “ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อรักษาผลประโยชน์คือระบอบเผด็จการเอาไว้ด้วยการชี้นำประชาชนให้เดินไปตามเส้นทางที่ดูเหมือนใช่แต่ไม่ใช่ วิธีการนี้ตะวันตกเขาใช้ “บิดศาสนา” เพื่อให้คนในศาสนานั้น “หลงทาง” ประชาชนมีส่วนร่วมก็หมายถึงประชาชนไม่ใช่เจ้าของอำนาจไง)
ไฟคนละฟ่อน หมายถึง นักการเมืองแต่ละคนหรือไม่ผมไม่แน่ใจ แต่ในวิชาการเมือง “คน” ไม่ใช่ฟืนที่ทำให้ไฟลุกบ้านลุกเมืองแต่ “อำนาจ” ต่างหากที่ทำให้เป็นไฟเผาบ้านเผาเมืองเราอยู่ในขณะนี้
อำนาจนั้น คือ อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยหรือที่เราเรียกกันว่า “ระบอบเผด็จการ” นั่นแหละ (คำว่าระบอบ หมายถึง อำนาจเป็นของใคร ส่วนระบบ หมายถึง ใครเป็น “ผู้ถือดุล”)
การเมืองถูก คือ การเมืองที่เปลี่ยนจากอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย (เหลืองและแดง) มาเป็นการเมืองที่อำนาจอธิปไตยปวงชน (บนความสมดุลของนายทุนกับกรรมกร บนความสมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยปวงชนกับเสรีภาพประชาชน) เสีย ประเทศองคุลีมาลเก่า “กินตัวเอง” จนนำมาซึ่งการกดขี่ขูดรีด การขัดแย้งไปและสงครามกลางเมือง (Civil War) ก็จะเปลี่ยนเป็นประเทศองคุลีมาลใหม่ที่ไม่มีความขัดแย้งและไม่มีเกิดสงครามกลางเมือง
เมื่อไม่มีสงครามกลางเมือง ประเทศก็จะมีความ “มั่นคง” ประชาชนก็จะประกอบวิสาหกิจจน “มั่งคั่ง” เพราะความมั่นคงและมั่งคั่งต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งการ “แบ่งปัน” อย่าง “เสมอภาค” อย่างมัชฌิมาเท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาได้
ถ้าเนวินมองว่า “คน” หรือนักการเมืองคนหนึ่งคือฟืนท่อนหนึ่งที่ช่วยสุมชาติบ้านเมืองให้รุ่มร้อนขึ้นก็จะไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไปในประเทศนี้ที่มองว่า ปมแห่งความรุ่มร้อนภายในชาติอยู่ที่ “คน”ดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิทางการเมืองและเป็นอุปสรรคต่อ “ความเห็นถูก” หรือสัมมาทิฐิ ซึ่งเป็นมรรคสำคัญที่สุดในการแก้ไขทุกข์ทุกชนิด
ในสังคมทุนนิยมเราต้องยอมรับในเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย ต้องยอมรับว่าชนชั้นสูงมีจริง ชนชั้นกลางมีจริง และชนชั้นล่างมีจริงจะไปทำลายชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งลงไปก็หาได้ไม่ โดยแต่ละชนชั้นนั้นก็ต่างแก่งแย่งผลประโยชน์เข้าตัวจนเกิดความขัดแย้ง (Conflict of Interest) ไปทุกหนแห่ง การแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาผลประโยชน์มาแบ่งกันแบบแบ่งเค้ก แต่ต้องเป็นการขยายอำนาจอธิปไตยไปสู่ปวงชนไปพร้อมๆ กับการให้เสรีภาพบุคคลอย่างได้ดุล จึงจะ “ลงตัว” แบบ “มัชฌิมา”
อย่าชัก “คน” ออกจากไฟ แต่ต้องชัก “ระบอบ” ออกจากไฟครับ หยุดบทบาทพรรคการเมืองเผด็จการที่กัดกันเวลานี้ให้หมด ตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล” เพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยภายใต้นโยบาย 66/23 แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้
ปัญหาหมูหรือไม่หมู ก็อยู่ที่สัมมาทิฐิหรือเปล่าเท่านั้น
สนใจการแก้ไขปัญหาชาติก็ติดต่อผมมาครับ ผมพร้อมจะอธิบาย







