
สังคมไทยกับชายชุดดำ
มีพรรคพวกเพื่อนฝูงและแฟนคอลัมน์นี้สอบถามมาว่า มีคนชุดดำในเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 จริงหรือไม่
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
มีพรรคพวกเพื่อนฝูงและแฟนคอลัมน์นี้สอบถามมาว่า มีคนชุดดำในเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 จริงหรือไม่ เพราะกำลังสับสนในข้อมูลที่พรรคฝ่ายค้านยืนยันว่ามีจริง ส่วนคนในฟากรัฐบาลบอกว่าไม่มี ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกสับสน
ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เหตุการณ์ปี 25522553 จนถึงปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมข่าวเปิดจากสื่อต่างๆ จากการอ่านรายงานค้นหาความจริงของ คอป.ฉบับเต็ม รายงานของคณะกรรมาธิการ สภาบางคณะ ตลอดจนได้อ่านคำพิพากษาของศาล จึงขอตอบอย่างตรงไปตรงมาและสั้นๆ โดยไม่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ไม่ยุ่งการเมืองและไม่เกี่ยวกับใคร จะท้าใครโต้วาทีเรื่องชายชุดดำ ว่า ชายชุดดำมีจริง
ถ้าคำจำกัดความของคนชุดดำหมายถึง “กลุ่มชายถืออาวุธสงครามที่ปรากฏตัวในช่วงเกิดการจลาจลในเดือน เม.ย.พ.ค. แต่งกายด้วยชุดดำ สวมหมวกไหมพรมสีดำปิดบังใบหน้าที่แท้จริง บางคนแต่งกายในชุดพรางทหาร หรือชุดสีเขียวทหาร (หรือสีอื่น) พวกนี้เป็นกองกำลังติดอาวุธ ปะปนอยู่กับกลุ่ม นปช.เสื้อแดงและใช้อาวุธสงครามทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์และยิงต่อสู้กับทหาร” อาวุธสงครามที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ระเบิดขว้างเอ็ม 67 ปืนอาก้า หรือ เอเค 47 ปืนเอ็ม 16
ท่านที่ตามข่าวมาโดยตลอดในฐานะ “คนดู” ที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คงได้เห็นข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ภาพ คลิปวิดีโอ ที่ผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศสามารถถ่ายทำไว้ได้ รวมทั้งพยานบุคคลอีกมากมายที่ยืนยันการมีจริงของชายชุดดำ ที่น่าสนใจ คือ กลุ่มคนที่ถืออาวุธหรือชายชุดดำหลายคนที่ถูกจับได้ยอมสารภาพ เปิดเผยรายละเอียดทุกขั้นตอนว่าได้ไปยิง ขว้างระเบิด ที่ไหนกันบ้าง และให้การพาดพิงไปถึงชายชุดดำคนอื่นๆ อีกด้วย จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขยายผลจับกุมเพิ่มเติมและนำขึ้นฟ้องร้องต่อศาล และศาลได้ตัดสินลงโทษไปแล้วบางราย ด้วยเหตุนี้ ที่พูดกันว่า ทำไมจับชายชุดดำไม่ได้จึงไม่เป็นความจริง
อย่างไรก็ดี เราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่แม้ต้องการล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นการใช้อาวุธเข้าเข่นฆ่ากัน จากการศึกษาเอกสารและข้อเขียนโดยแกนนำคนเสื้อแดงบางคนที่เปิดเผยในภายหลังพบว่า แกนนำแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นพวก “สายพิราบ” ที่ต้องการเพียงกดดันให้รัฐบาล “ยุบสภา” ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแล้วเมื่ออภิสิทธิ์ยอมยุบสภา แต่ “สายเหยี่ยว” ไปไกลเกินกว่าการยุบสภาตามที่ตกลงกันไว้ครั้งแรก เพราะได้รับ “ใบสั่ง” จากผู้บงการให้เดินหน้าลุยต่อเพื่อไปสู่ “ชัยชนะที่เด็ดขาด” ทำให้แกนนำสายพิราบซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเสียชีวิตและเลือดเนื้อถอนตัวออกมา
มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากพยานบุคคลและพยานแวดล้อม ที่นำไปสู่บทสรุปว่า เกมนี้มีการเขียนพล็อตเรื่องไว้ก่อนแล้วว่า “ต้องมีคนตายให้ได้” จากนั้นจึงมีการกำหนดแผนยุทธการและสนามรบ มีกองกำลังติดอาวุธแทรกซึมเข้ามา ยั่วยุให้ทหารยิงประชาชน หากทหารไม่ยิงก็ต้องยิงเองแล้วป้ายความผิดให้ทหาร มีการปลุกระดมให้ก่อจลาจลทั้งใน กทม.และทั่วประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสั่งทหารให้ปราบปราม โดยคนเขียนพล็อตเรื่องต้องทำให้นำอภิสิทธิ์และสุเทพขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในฐานะเป็นอาชญากรที่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ชายชุดดำหรือกองกำลังติดอาวุธ เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้เพื่อสนองตอบความต้องการของนักการเมืองในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง คนเหล่านี้ถูกใช้ให้ไปขว้างระเบิดใส่สถานที่ต่างๆ ใช้อาวุธสงครามยิงใส่เป้าหมายทั้งที่เป็นสถานที่สำคัญและตัวบุคคล
การที่แกนนำเสื้อแดงบางคนรับไม่ได้กับการมีอยู่จริงของชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธ ทั้งที่คนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง น่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมืองและทางกฎหมายมากกว่าเหตุผลในความเป็นจริง เพราะหากยอมรับ ตัวเองจะติดคุกไปด้วยในฐานะสนับสนุนการก่อการร้าย ที่สำคัญกว่านั้น คือ การสูญเสีย “ความชอบธรรม” ในการชุมนุม เพราะกลายเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ขัดกับรัฐธรรมนูญ และจะหมดความชอบธรรมในการนำอภิสิทธิ์และสุเทพขึ้นศาลโลก ตรงกันข้าม กลับสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและฝ่ายทหารขณะนั้นในการเข้าฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาล
การค้นหาความจริงทั้งเรื่องชายชุดดำหรือกองกำลังติดอาวุธ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้สังคมได้ประโยชน์และรู้เท่าทัน ประชาชนจะได้รับรู้ความจริงที่บางเรื่องถูกบิดเบือนอย่างตั้งใจ ประชาชนสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเชื่อฝ่ายใด ใครพูดจริง ใครพูดโกหก ทั้งนี้สังคมต้องอยู่บนความจริงที่มีเพียงชุดเดียว ไม่ใช่ความจริงที่ถูกบิดเบือน ความจริงก็คือความจริง แม้มีอำนาจก็ไม่สามารถบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้ ใครจะทำความเท็จให้เป็นความจริงย่อมไม่ได้ ใครจะเปลี่ยนความถูกให้เป็นผิด และทำความผิดให้เป็นถูกก็ย่อมไม่ได้เช่นกัน
สุดท้าย กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาว่า มีชายชุดดำหรือกองกำลังติดอาวุธก่อเหตุร้ายในเหตุจลาจลปี 2553 จริงหรือไม่ แต่ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรมและเป็นกลาง เพราะขณะนี้กรมนี้กำลังตกเป็นจำเลยของสังคม นอกจากนั้นสังคมกำลังทวงถามว่าคดี พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และเพื่อนทหาร ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายร้อยนายเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว







