
รัฐบาลจะพังเพราะนโยบายสารพัดจำนำ
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “โครงการรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแวดวงนักวิชาการและสื่อสารมวลชน
โดย...ศรีสุวรรณ จรรยา
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “โครงการรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแวดวงนักวิชาการและสื่อสารมวลชน แม้กระทั่งคนของรัฐบาล อย่างนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาท้วงติงโครงการดังกล่าวด้วย ถึงขนาดระบุว่า รัฐบาลจะพังเพราะโครงการนี้ว่า เพราะเป็นโครงการที่ควบคุมคอร์รัปชันไม่ได้ ชาวนาจะได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่สุดท้ายคนที่รับเคราะห์กรรมมากที่สุด คือ ชาวนาและประเทศชาตินั่นเอง
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลใช้เงินกับโครงการดังกล่าวไปแล้วเมื่อช่วงปีการผลิตข้าวนาปี 2554/2555 วงเงิน 269,160 ล้านบาท และข้าวนาปรัง ปี 2555 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท จนเกิดการตรวจสอบและมีวิพากษ์กันออกมามากมายดังที่เป็นข่าวกันโดยทั่วไป แต่รัฐบาลหาได้ฉุกคิดหรือทบทวนไม่ กลับเดินหน้าอนุมัติการรับจำนำข้าวนาปี 2555/2556 ต่อเนื่องอีก แยกเป็นข้าวนาปีจำนวน 15 ล้านตัน ซึ่งจะใช้วงเงินอีก 2 แสน 4 หมื่นล้านบาท
เรื่องนี้ภาควิชาการและภาคประชาสังคมคงไม่ปล่อยให้รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยม โดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมระยะยาวในเรื่องดังกล่าวไม่ได้แน่ แม้จะไม่เป็นที่พอใจกับกลุ่มเกษตรกรและแกนนำเสื้อสีที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่มองถึงอนาคตของประเทศชาติ และอนาคตของตนเองก็ตาม
เรื่องนี้สุดท้ายคงต้องเดินหน้าฟ้องร้องต่อศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญต่อไปแน่ แม้ที่ผ่านมาจะเป็นเพียงแค่การยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญของคณาจารย์จากนิด้าในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
โครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตร หรือการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผ่านมา ถ้ายึดถือในหลักการและมีมาตรการติดตามตรวจสอบที่รัดกุมก็คงพอทำเนา
แต่ดูเหมือน ณ วันนี้ รัฐบาลได้ทำลายหลักการจำนำไปหมดสิ้นแล้ว ซึ่งไม่สามารถเรียกว่าเป็นการจำนำได้ เพราะไม่มีที่ไหนที่จะรับจำนำสิ่งของหรือทรัพย์สินในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด หรือมูลค่าที่ทรัพย์สินมีอยู่ได้ แล้วใครหรือเกษตรกรคนใดจะกลับมาไถ่ถอนจำนำ ในเมื่อราคาจริงในท้องตลาดหรือในตลาดโลกยังต่ำกว่าราคาจำนำ ดังเช่นโครงการจำนำราคาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาลนี้ ซึ่งยังมีอีกมากมายหลายโครงการที่สังคมต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบ
มีตัวอย่างโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาลอีกโครงการหนึ่งซึ่งมีกลิ่นตุๆ มาโดยตลอด ซึ่งมีเกษตรกรร้องเรียนมายังสมาคมเป็นจำนวนมาก นั่นคือโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ซึ่งรัฐบาลผลักดันโครงการนี้ออกมาในรอบปี 2554/2555 ที่ผ่านมาอ้างเพื่อยกระดับราคามันสำปะหลัง โดยรับจำนำหัวมันสดตามเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่ 25% ในราคากิโลกรัมละ 2.75 บาท และปรับเพิ่มขึ้นเดือนละ 0.05 บาท (ตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. 2555 และขยายถึงเดือน มิ.ย. 2555)
พอสิ้นเดือน พ.ค. ราคามันจะอยู่ที่ 2.90 บาทต่อกิโลกรัม โดยรัฐบาลกำหนดรับซื้อประมาณ 10 ล้านตัน โดยใช้วงเงินกู้ 28,250 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าลานมันที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับซื้อมันตามนโยบายของรัฐบาลมีวิธีการที่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรและมีพฤติการณ์คอร์รัปชันเป็นจำนวนมาก โดยความร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่จนถึงระดับชาติ
เช่น เมื่อเกษตรกรนำหัวมันไปชั่งน้ำหนักขายให้ลานมัน จะถูกหักน้ำหนักหรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าถอยน้ำหนักออกไป 10% ทุกราย แถมลานมันบางแห่งจะขออีก 15 สตางค์ฟรีอย่างไม่มีเหตุผล และขอแบ่งโควตาของเกษตรกรไปสวมสิทธิประมาณ 40-50% จากที่รัฐบาลกำหนดรับซื้อมันจากเกษตรกรไม่เกิน 250 ตันต่อราย ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับโครงการเป็นจำนวนมาก ในขณะที่พ่อค้าลานมันได้ไปเต็มๆ
ต่อมารัฐบาลก็มีนโยบายการรับจำนำมันเพิ่มอีกในรอบปี 2555/2556 ซึ่งได้เปิดโครงการรับจำนำมันสำปะหลังขึ้นอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่เชื้อแป้ง 25% และไปสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2556 ที่ราคา 2.75 บาทต่อกิโลกรัม และจะรับจำนำจากเกษตรกรรายละ 200 ตัน โดยกำหนดการรับซื้อไม่เกิน 15 ล้านตันเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้กลุ่มพ่อค้าลานมันหัวใสออกมาโวยกันใหญ่ เพราะจะทำให้สัดส่วนการสวมสิทธิที่ตนจะเอาเปรียบเกษตรกรน้อยลงไปด้วย แต่การที่กลุ่มพ่อค้าจะออกมาต้านก็เลยหนุนให้เกษตรกรออกมาชุมนุมประท้วงแทน โดยเรียกร้องราคาเพิ่มขึ้นที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม และจำนวนมันรับซื้อขอเพิ่มถึง 27 ล้านตัน
นอกจากนั้น เมื่อหลายเดือนก่อนคณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติงบประมาณในการจัดการเข้าแทรกแซงราคายางพาราในท้องตลาด วงเงินรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ราคายางพาราล่วงลงอย่างหนักจากการทุบราคาของกลุ่มนายทุนโรงงานยางพาราภายในประเทศที่ฮั้วการรับซื้อกัน หลังจากมีรัฐมนตรีช่วยจากแกนนำเสื้อสีมากำกับดูแล
จนต้องรีบแจ้นมาขอเงินจากคณะรัฐมนตรีไปกู้หน้า และหากราคาไม่ดีขึ้น ก็จะมีการขอขยายวงเงินเพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถรับซื้อยางได้ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัน โดยจะแทรกแซงราคายางพาราดิบที่ 100 บาทต่อกิโลกรัม และยางแผ่นรมควันที่ 104 บาทต่อกิโลกรัม หารู้ไม่ว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการรับซื้อแทรกแซง คือ กลุ่มโรงงานยางที่ฮั้วเก็บยางไว้แล้วมาปล่อยขายให้รัฐบาลในราคาแทรกแซงนั่นเอง โดยความร่วมมือกันอย่างแนบเนียนของพ่อค้า นักการเมือง และข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแล
คนที่เสียประโยชน์ คือ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขายยางไปก่อนหน้านี้แล้ว และประเทศชาติก็เสียหายตามไปด้วย เพราะรัฐบาลต้องเอาเงินจากภาษีของประชาชนมาจ่ายส่วนต่างของการขาดทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เงินที่รัฐบาลได้นำมาใช้จ่ายในโครงการรับจำนำต่างๆ นั้น เริ่มแรกรัฐบาลให้เป็นภาระของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไขต่างๆ และค้ำประกันเงินกู้ที่เกิดจากการกู้เงินและการบริหารจัดการหนี้
รวมทั้งการบริหารจัดการหนี้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดยกระทรวงการคลังจะค้ำประกันจนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนั้นคือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่ถูกนำไปสร้างภาพให้รัฐบาลในนโยบายประชานิยมดังกล่าว
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการแทรกแซงราคาปาล์มน้ำมัน หอมแดง ที่ยังเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้นอีก
นโยบายประชานิยมในบางสถานการณ์ของสังคมเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมีการใช้นโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทุกกิจกรรมทุกโครงการของรัฐบาล แน่นอนว่าจะสร้างปัญหาต่อระบบโครงสร้างทางการเงิน การคลังของประเทศตามมา
สุดท้ายไม่มีหนทางอื่น รัฐบาลก็ต้องถอนขนห่านขึ้นภาษีต่างๆ จากผู้ผลิตและผู้มีรายได้ทั่วไป หรือกู้จากต่างประเทศ เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มพ่อค้า ผู้ผลิตไม่ยอมขาดทุนกำไรแน่ ก็ต้องผลักภาระมายังผู้บริโภคกันถ้วนหน้า จนทำให้ราคาสินค้าทุกประเภท “แพงทั้งแผ่นดิน” ซึ่งเกษตรกรก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาปุ๋ย ราคายาฆ่าแมลง ราคาเมล็ดพันธุ์ ราคาน้ำมัน ราคาค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ฯลฯ
แล้วเป็นเช่นนี้ ใครที่ได้รับประโยชน์และใครคือผู้ที่จะเสียประโยชน์มากที่สุด
อย่ามองนโยบายฉาบฉวยเป็นแค่ราคาผลผลิตของเกษตรกรจะสูงขึ้นเท่านั้นครับ เพราะคนที่เดือดร้อนที่แท้จริง คือ คนไทยทั้ง 65 ล้านคน จากโครงการประชานิยมของรัฐบาลทั้งหมดที่กล่าวมา







