
เบื่อการเมืองไปรีดไขมันกันดีกว่า
ช่วงนี้คุณอรุณ จิรชวาลา ท่านเจ้าของคอลัมน์เงินเงินเงิน ได้ขอลาไปภารกิจที่ต่างประเทศ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ช่วงนี้คุณอรุณ จิรชวาลา ท่านเจ้าของคอลัมน์เงินเงินเงิน ได้ขอลาไปภารกิจที่ต่างประเทศ จึงได้ฝากงานไว้กับดิฉันช่วงหนึ่ง ซึ่งคุณอรุณจะกลับมาประจำการในต้นเดือน พ.ย.โน่นเลยค่ะ
ช่วงนี้ดิฉันเกิดอาการเบื่อเรื่องเศรษฐกิจอย่างถึงที่สุด ที่เบื่อเพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ปัญหา และพูดไปก็ไม่มีใครฟังใคร โดยเฉพาะนโยบายละลายเงินเล่นของรัฐบาลนี้ หลายโครงการที่มีการรั่วไหลของเงินมหาศาล ไม่ว่าใครจะเตือนอะไร ทั้งโครงการรถคันแรก นโยบายจำนำข้าว
ดิฉันขอบอกว่า โดยปกติผลของนโยบายจะใช้เวลา 36 เดือน จะเห็นผลในระยะสั้น เกินนั้นขึ้นไปก็จะออกผลในระยะยาว และเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของเหตุและผล เมื่อทำนโยบายอะไรออกมาอย่างหนึ่งก็จะไปกระทบอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ฉะนั้น เมื่อมองไปอนาคต ดิฉันก็เป็นห่วงประเทศไทยในฐานะคนที่มีหัวอนุรักษนิยม ไม่ชอบความเสี่ยงมากมาย และคิดว่าประเทศไทยเป็นบ้านของดิฉัน ต้องทำบ้านให้ดี เมื่ออยู่ในบ้านก็ต้องสร้างบ้านและรักษาบ้านให้แข็งแรง ไม่ใช่หาปลวก หาแมลงมากัดแทะบ้านให้ทรุดโทรมและผุพังไปในที่สุด
มันน่าเบื่อที่รัฐบาลยังคงยืนยันจะทำนโยบายที่จะสร้างปัญหาแก่ประเทศในระยะยาวต่อไป โดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หากดิฉันจะเปรียบเทียบการทำงานของรัฐบาลกับฟันด์ แมนเนเจอร์ คุณผู้อ่านจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
ผู้บริหารกองทุนรวมต่างๆ ที่จะบริหารเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างระมัดระวังและคิดถึงความเสี่ยงอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เงินของผู้ถือหน่วยเสียหาย และบริหารเงินของคนอื่นเหมือนเป็นเงินของตัวเอง
แต่รัฐบาลบริหารประเทศแบบไม่สนใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากเท่าไหร่นัก ไม่ได้คิดว่าเงินงบประมาณแต่ละบาทที่ใช้ออกไปเป็นเงินของตัวเอง เพราะตัวเองก็เป็นผู้แทนของคนไทยที่เลือกเข้ามาบริหารประเทศ เงินจะรั่วจะไหลอย่างไรก็ไม่ได้สนใจจะแก้ไขอะไรอย่างจริงจังมากนัก เมื่อพูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง คนพูดก็เกิดอาการเบื่อ
วันนี้เลยขอหลบไปเขียนเรื่องการรีดไขมันในองค์กรดีกว่า เพราะช่วงนี้ดิฉันเองก็เริ่มสูงวัยขึ้น เริ่มป่วยเป็นโน่นเป็นนี่
การรีดไขมันที่ว่า ไม่ใช่การไล่คนออกจากองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กร เป็นการรีดไขมันจริงๆ รีดไขมันออกจากตัวของพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาสุขภาพ
ตัวอย่างองค์กรใหญ่ที่รีดไขมันมาหลายปี คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เท่าที่ได้คุยกับผู้เกี่ยวข้องของ กฟผ.มา โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะหาทางป้องกันปัญหาโรคต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งหากพนักงาน กฟผ.เป็นโรคเหล่านี้ ก็เป็นภาระของ กฟผ.ที่ต้องเข้าไปดูแลรักษา
คุณผู้อ่านลองทายเล่นๆ นะคะว่า กฟผ.ใช้จ่ายเงินเป็นค่าสวัสดิการรักษาพยาบาลให้พนักงานและครอบครัวปีละเท่าไหร่
ฟังแล้วจะตกใจค่ะ
ถึงตัวเลขจะเชยล้าสมัยไปหน่อย แต่ก็พอทำให้เห็นภาพได้ค่ะ ในปี 2545 กฟผ. ใช้เงินเป็นค่าสวัสดิการถึง 79 ล้านบาท
คุณผู้อ่านเชื่อไหมคะว่า กฟผ.มีจำนวนคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานดัชนีมวลกายถึง 38.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2528 ที่เริ่มสำรวจ มีตัวเลขคนที่น้ำหนักเกินอยู่ 30% เห็นได้ว่าจำนวนคนตุ้ยนุ้ยในองค์กรนี้เพิ่มมากขึ้น การกล่าวว่าใครมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน มาจากการคำนวณดัชนีมวลกาย โดยนำน้ำหนัก (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยความสูงเป็นเมตร ยกกำลัง 2 เช่น คุณมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร วิธีการคำนวณก็นำเอา 70 ตั้ง หารด้วย 2.56 (มาจากการนำเอาส่วนสูงที่ต้องทำให้หน่วยเป็นเมตร คือ 1.6 คูณด้วย 1.6) ผลออกมาคือ 27.34 นั่นคือคุณกำลังเข้าสู่ภาวะความอ้วนตามค่ามาตรฐานของดัชนีมวลกายนั้น
หากคุณคำนวณตามสูตรดังกล่าว และได้ผลออกมาเกินตัวเลข 25 นั่นคือคุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แต่ถ้าหากได้ตัวเลขเกิน 30 ก็เท่ากับคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้ว ตามมาตรฐานของ กฟผ. คนอ้วนตามนิยามนี้ คือ มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายเกิน 25 ขึ้นไป แต่ทาง กฟผ.บอกว่าขณะนี้ไม่มีตัวเลขชี้แจงออกมาว่าคนอ้วนจะมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าคนปกติ แต่คนอ้วนมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าแน่นอน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเปลืองงบประมาณในการรักษาพยาบาลพนักงานมากขึ้น และบางทีพนักงานที่มีโรคประจำตัวอาจจะหยุดงานบ่อย เป็นต้น
ทาง กฟผ.ก็ยอมรับว่าพนักงานของ กฟผ.ส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยเกิน 35 ปี ซึ่งเป็นวัยที่การเผาผลาญพลังงานจะต่ำลง เนื่องจากฮอร์โมนเพศลดลง ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารเท่าเดิม แต่การเผาผลาญต่ำ ก็จะทำให้อ้วนได้ วิธีการแก้ไขก็คือต้องออกกำลังกายเสริม และดูแลเรื่องอาหาร
กฟผ.แก้ไขปัญหาความอ้วนของพนักงานด้วยการร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ทำการศึกษาโปรแกรมลดน้ำหนักเพื่อเผยแพร่แก่พนักงาน
องค์กรไหนมีพนักงานสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ประสิทธิภาพการทำงานและผลิตผลที่ได้จากงานก็จะมีคุณภาพอย่างพิสูจน์ได้
ลองดูนะคะ สำหรับองค์กรที่สนใจจะรีดไขมัน ได้ผลอย่างไรมาแจ้งให้ดิฉันทราบบ้างจะเป็นพระคุณค่ะ







