posttoday
ลดดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ระคายดอกเบี้ยแบงก์

ลดดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ระคายดอกเบี้ยแบงก์

18 ตุลาคม 2555

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 3% เหลือ 2.75%

โดย...พรสวรรค์ นันทะ/ชลลดา อิงศรีสว่าง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 3% เหลือ 2.75% ในการประชุมบอร์ด กนง. เมื่อวานนี้ โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนตื่นเต้นแต่อย่างใด เพราะทุกคนคาดการณ์ไว้แล้วว่า กนง.อาจจะต้องลดดอกเบี้ยลง เพื่อที่จะลดแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติที่แห่เข้ามาลงทุนเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยที่สูงกว่าต่างประเทศมาก

เงินยิ่งไหลเข้าทำให้ค่าเงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้น และาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะต้องออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องเพิ่ม โอกาสที่ ธปท.จะขาดทุนก็ยิ่งมีมาก โดย ธปท.เข้าแทรกแซงในตลาดซื้อคืนพันธบัตร 7 วัน 14 วัน และ 1 เดือน ไปแล้วคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 4-6 แสนล้านบาท

และที่น่าสนใจมากกว่าในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ตลาดถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ธปท.มีความกังวลใจในภาวะเศรษฐกิจปี 2556 ที่อาจจะชะลอตัวลงอีก อันเป็นผลกระทบมาจากการส่งออกที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อรับมือไว้ก่อนเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุก มากกว่าตั้งรับก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นผลมาจากการเมืองกดดัน แต่เป็นการลดเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกกดดันโดยแท้จริง

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า การที่ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะต้องลดดอกเบี้ยลงตามมาด้วย เพราะดอกเบี้ยตลาดเงินขึ้นกับความต้องการสินเชื่อ และการแข่งขันของสถาบันการเงิน มากกว่าขึ้นกับดอกเบี้ยนโยบาย

แต่ ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ กนง. พยามชี้แจงว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ แม้ธนาคารพาณิชย์จะไม่ตอบรับ แต่ยืนยันว่าการปรับดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อตลาดการเงินระยะสั้นและตลาดพันธบัตรแน่นอน รวมถึงมีผลต่อดอกเบี้ยระยะยาว และมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน รวมไปถึงการใช้จ่ายและการออมของประชาชนด้วย

ลดดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ระคายดอกเบี้ยแบงก์

 

นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ก็น่าจะเป็นแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหาหนทางนำสภาพคล่องที่มีอยู่ ไปหาผลตอบแทนในช่องทางอื่นมากขึ้น เช่น ปล่อยกู้เพิ่มขึ้น เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะส่งผลต่อความต้องการใช้จ่ายของประชาชนผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นก็ได้ เพราะต้นทุนการเงินลดลงก็มีส่วนให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงจะทำให้ปริมาณสินเชื่อเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เรื่องสินเชื่อขยายตัวสูงในปัจจุบันนั้น ทั้ง กนง.และ ธปท.ไม่กังวลมากนัก และยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใดมากำกับดูแลการเติบโตของสินเชื่อภาคใดเป็นพิเศษ

เพราะ ธปท.เห็นว่าการขยายตัวของสินเชื่อที่ระดับ 1415% ในขณะนี้ แม้จะเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง จำเป็นต้องติดตาม แต่ ธปท.ยังมั่นในว่าข้อมูลที่พบยังไม่บ่งบอกว่าเกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อเพื่อการบริโภค

อีกประเด็นที่น่าจะเป็นผลดีในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ คือ ช่วยผ่อนแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้าไหลเข้าจากต่างประเทศ จากปัจจัยที่ไทยมีอัตราดอเบี้ยสูงกว่าต่างประเทศค่อนข้างมากได้ด้วย แม้ว่ากนง.จะปฏิเสธว่าการลดดอกเบี้ยไม่ได้นำปัจจัยนี้มาใช้ในการตัดสินใจก็ตาม ที่สำคัญ ยังถือแป็นการแสดงความร่วมมือกับรัฐฐาลในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ชะลอไปมากกว่าที่เป็นอยู่ด้วย เพราะอย่างน้อยๆกนง.ก็ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินช่วยดูแลเศรษฐกิจหนุนเสริมนโยบายการคลัง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลบ้าง

มากไปกว่านี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งนี้ อาจจะมีส่วนช่วยผ่อนคันเร่งการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ให้ไม่ต้องที่เร่งใช้จ่ายจนขาดการพิจารณาถึงประสิทธิผลของการใช้งบประมาณ รวมถึงช่วยลดแรงกดดันต่อภาระหนี้สาธารณะต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ด้วย จึงถือว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งนี้เป็นการตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสมและได้ประโยชน์หลายด้าน

พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตกนง. มองว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของกนง.ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะข้อมูลที่ออกมาพบว่าเศรษฐกิจไทยอ่นตัวลงค่อนข้างมาก และยังมีความเสี่ยงในระยะข้างหน้าอีกที่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลงได้อีก การปรับลดครั้งนี้แม้จะไม่มีผลให้สถาบันการเงินลดดอกเบี้ยลงตามทันที แต่ก็เชื่อว่าจะมีผลทางจิตวิทยาให้สถาบันการเงินรับรู้สถานการณ์และปรับทิศทางการแข่งขันการระดมเงินฝากได้ เพราะต้องพิจารณาดอกเบี้ยฝาก รวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงได้บ้าง แถมยังดูและเงิยทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าได้ด้วย แต่ภาวะขระนี้มองว่าเงินทุนไหลเข้าไม่น่าห่วงมากนัก

“ผมเชื่อว่ากนง.ทุกคนทุกท่าน ใช้ดุลพินิจเพื่อดูแลอัตราการเติบโตและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ถ้าเศราบกิจแย่ลง ในภาวะที่เงินเฟ้อไม่น่าห่วง เป็นธรรมดาทีนโยบายการเงินควรผ่อนคลายลงบ้าง คิดว่าแรงกดดันทางการเมืองไม่น่ามีผล แม้จะต้องรับฟังความเห็นการเมืองบ้าง แต่ที่สุดกนง.ต้องใช้ดุลพินิจจากข้อมูลเป็นสำคัญ” นายพรายพลกล่าว

ด้าน อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เชอร์ไพรส์ตลาดการเงินมากนัก ต่างแค่จังหวะเวลาเท่านั้น เนื่องจากมีการคาดไว้เช่นกันว่า กนง.ต้องลดดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งสุดท้ายในปีนี้ เพียงแต่ลดลงเร็วขึ้นเท่านั้น และมองว่าหากสถานการณ์โลกกระทบเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง อาจจะมีการพิจารณาปรับลดภายในครึ่งปีแรกของปีหน้าอีกครั้ง และการลดก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี

ขณะที่ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา กนง.ส่งสัญญาณทั้งผ่อนและคงไว้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่การตัดสินใจลดครั้งนี้ก็เซอร์ไพรส์บ้าง เข้าใจว่าน้ำหนักอยู่ที่ความกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ เพราะถ้าส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงมาก ก็มีผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนด้วยเช่นกัน ทำให้ กนง.จำเป็นต้องดูแลไม่ให้ชะลอลง

และเชื่อว่าสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เพียงแต่ใครจะปรับลงเท่าไหร่ต้องดูหลายปัจจัยประกอบ เพราะธนาคารพาณิชย์จะไม่ตอบรับการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เลยคงไม่ใช่ คาดว่าการตอบรับของธนาคารพาณิชย์น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ไม่นานนัก

สรุปแล้วการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับนโยบายการเงินผ่อนคลายหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากจะลดลงเพียงใด รัฐบาลจะผ่อนนโยบายประชานิยมที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในมาตลอดลงหรือไม่ หลังจากมีตัวช่วยจากฝั่งนโยบายการเงินมาหนุน ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป เพราะการลดดอกเบี้ยลงเพียงเล็กน้อย 0.25% ครั้งเดียว ปัญหาทุกอย่างคงไม่สะเด็ดน้ำในทันที

บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ในวันนี้ลงมา 0.25% เหลือ 2.75% น่าประหลาดใจ และหลังจากรู้ข่าวนี้ การซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ลดลงทันที

.บัณฑิต กล่าวว่าการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เรื่องนโยบายต้องติดตามกันว่าจะแย่จริง หรือทำมากเกินไปหรือไม่นั้น อาจมีนโยบายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนไหลเข้ามา เพราะอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมาแล้วอยู่ที่2.75%ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 0% ยังผลักดันให้ประเทศใช้จ่ายเกินไปหรือไม่ และการช่วยลดเงินทุนไหลเข้าตามอัตราดอกเบี้ย และทำให้ดีมานด์ เพิมขึ้นหรือไม่

“ต้องติดตามการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้อีกระยะ ต้องดูว่าผลตอบแทนการใช้จ่ายของประเทศจะมีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหนด้วย” บัณฑิต กล่าว

จากนานาทัศนะจะเห็นว่า การที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลงตามดอกเบี้ยนโยบายเป็นเรื่องยาก

ปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็ว อาจทิ้งช่วงอีกระยะ เพราะขณะนี้เกิดการแข่งขันดอกเบี้ยในฝั่งเงินฝาก ทำให้ธนาคารหลายแห่งมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายสูง หากดอกเบี้ยเงินฝากไม่ลด ดอกเบี้ยเงินกู้ก็คงลดไม่ได้นายปพนธ์ กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ครั้งนี้ เชื่อว่ามีเหตุผลจากความกังวลเงินทุนไหลเข้าจากมาตรการคิวอี 3 ของสหรัฐ มีผลทำให้เงินไหลเข้าไทยมากขึ้น และจะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงปัจจัยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป(อียู)



 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท