
67สว.ยื่นตีความล้มจีทูจี
ขายข้าวต้องผ่านรัฐสภาม.190 โฆษกศาลรธน.แย้มไม่เข้าข่าย
ขายข้าวต้องผ่านรัฐสภาม.190 โฆษกศาลรธน.แย้มไม่เข้าข่าย
กลุ่ม 40 สว.ยื่นศาล รธน. ล้มขายข้าวแบบจีทูจี ชี้ เข้าข่ายมาตรา 190 ต้องขอรัฐสภาอนุมัติ
สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 67 คน นำโดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 สว. ได้เข้าชื่อกันยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 7.32 ล้านตัน ว่าเข้าข่ายสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ต้องขอความเห็นจากรัฐสภาก่อน
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐบาลเข้าข่ายมาตรา 190 ด้วยกัน 3 ประการ คือ 1.กระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาชดเชยในส่วนที่ขาดทุนจากการขายข้าว 4.4 หมื่นล้านบาท 2.มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน และ 3.มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ทั้งนี้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ที่ สว.จำนวน 1 ใน 10 สามารถยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งต่างจากภาคเอกชนที่เคยยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลไม่รับเรื่อง
ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า มาตรา 190 เป็นเรื่องของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่โครงการรับจำนำข้าวเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป อีกทั้งเป็นนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่การออกกฎหมายที่ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
“การตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวจึงต้องอาศัยฝ่ายนิติบัญญัติว่ามีผลดีผลเสียและเกิดการทุจริตอย่างไร จึงเป็นคนละประเด็นในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154” นายพิมล กล่าว
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในภาพรวมรัฐบาลถึงทางตันโครงการรับจำนำข้าว และคิดว่าในวันนี้รัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อต้องการจำนำข้าวและเก็บข้าวเอาไว้มาโกงเอง
นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงศ์ สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ มีหลักฐานเรื่องการโกงข้าว ก็ควรนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบ และหากไม่ดำเนินการก็จะยื่นฟ้อง สส. ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่







