posttoday
โครงการจำนำแบบค้ำประกันรายได้

โครงการจำนำแบบค้ำประกันรายได้

16 ตุลาคม 2555

ผมเคยเขียนถึงเรื่องของการจำนำข้าวและการประกันรายได้ของเกษตรกรมาหลายครั้งหลายคราวแล้วในคอลัมน์นี้

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมเคยเขียนถึงเรื่องของการจำนำข้าวและการประกันรายได้ของเกษตรกรมาหลายครั้งหลายคราวแล้วในคอลัมน์นี้ ประกอบกับมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจำนำข้าวในปัจจุบันเป็นข่าวอย่างกว้างขวาง จึงพอเชื่อได้ว่าผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้ คงทราบถึงผลดีผลเสียของการรับจำนำข้าวดีอยู่แล้ว ไม่ขอพูดซ้ำอีก

สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับการจำนำข้าวที่อยากพูดถึงวันนี้ เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่ผมเชื่อว่าในใจลึกๆ ว่ามีหลายท่านคงไม่เข้าใจและอยากทราบว่า ในเมื่อการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินปีละ 4 แสนกว่าล้านบาท มีข้อด้อยและจุดอ่อนมากมาย ทำไมรัฐบาลถึงไม่ยอมยกเลิก หรือปรับปรุงกระบวนการรับจำนำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าการเอาตำรวจทหารไปเฝ้าโกดัง

ทำไมรัฐบาลถึงยืนยันการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท สูงกว่าราคาตลาดถึง 40%

จริงครับมีที่พูดกันว่า เหตุผลที่รัฐบาลไม่ยอมลดราคารับจำนำลงมาให้ต่ำกว่าราคาตลาด หรือแม้แต่เท่ากับราคาตลาด เกิดจากผลประโยชน์จากการรับจำนำส่วนใหญ่ไปตกอยู่กับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง โรงสี และพ่อค้าคนกลาง ทำให้รัฐบาลไม่ยอมปรับปรุงกระบวนการรับจำนำให้ถูกหลักการ ไม่บิดเบือนการรับจำนำข้าวให้กลายเป็นการรับซื้อข้าว รัฐบาลเข้าไปผูกขาดธุรกิจการรับซื้อข้าวและการส่งออกข้าวโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากรัฐบาลนำเงินภาษีอากรซื้อข้าว ในขณะที่พ่อค้าต้องควักกระเป๋าตัวเอง หรือกู้เงินจากสถาบันการเงินซื้อข้าว

ความจริงการทุจริตคอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายของประเทศอยู่แล้ว คงไม่ต้องขยายความอะไรอีก ยิ่งโครงการใหญ่เงินลงทุนเยอะ ยิ่งคอร์รัปชันมาก แต่ไม่ว่าโครงการอะไรก็มีการคอร์รัปชัน จะมากจะน้อยสุดแต่ขนาดและโอกาส

ดังนั้น สำหรับประเด็นนี้ ถึงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักการเมืองยังยืนยันที่จะดำเนินโครงการต่อไป แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะต่อให้เปลี่ยนโครงการใหม่ ถ้าจะคอร์รัปชันก็สามารถที่จะคอร์รัปชันได้ต่อไปอย่างยั่งยืน

เพราะถึงประเทศนี้จะด้อยประสิทธิภาพในการแข่งขัน แต่ไม่ด้อยประสิทธิภาพในการคอร์รัปชันแน่นอน

สำหรับประเด็นที่ว่า การดำเนินโครงการรับจำนำเป็นการรับซื้อข้าวผูกขาดโดยรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นเรื่องที่นักกฎหมายจะถกเถียงกันต่อไป ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ หรือต่อให้พิพากษาออกมาอย่างไร ก็คงถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปไม่สิ้นสุด ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้รัฐบาลยุติโครงการอย่างที่คนในรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์ไปแล้ว

ประเด็นแถมอีกประเด็นหนึ่ง คือการที่มีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการบางกลุ่มและสื่อมวลชน บอกว่า รัฐบาลควรยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการรับจำนำให้เป็นไปตามหลักการของการรับจำนำ หรือรับจำนำในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศได้ มิฉะนั้นจะทำให้ประเทศไทยตกอันดับผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ทั้งยังเป็นการทำลายตลาดการค้าข้าวของประเทศ ทำลายคุณภาพข้าวและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายด้วยนั้น ยิ่งไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้รัฐบาลเกรงกลัว

เพราะรัฐบาลก็แค่ตั้งคำถามกลับว่า ถ้าชาวนาขายข้าวได้ราคาดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะเกรงไปไยกับการตกอันดับผู้ส่งออก (สำนวนผู้ชนะสิบทิศครับ!)

แล้วอะไรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลยืนยันหัวชนฝาที่จะรับ “จำนำ” ข้าวต่อไป?

ผมว่าเหตุผลหลักที่ทำให้รัฐบาลไม่ยอมเลิก หรือปรับเปลี่ยนโครงการรับจำนำ อยู่ตรงที่รัฐบาลได้ให้สัญญาไว้กับชาวนาทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งว่า จะรับจำนำข้าวจากชาวนาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท เพราะผมนึกไม่ออกว่า ถ้าวันดีคืนดีรัฐบาลออกมาประกาศว่า จะยกเลิกโครงการ หรือจะรับจำนำข้าวต่ำกว่าราคาตลาด อะไรจะเกิดขึ้น

ผมว่าคนกรุงเทพฯ คงต้องอยู่แค่ในกรุงอย่างแน่นอน ไปไหนมาไหนไม่ได้ เนื่องจากชาวนาปิดถนน ที่สำคัญรัฐบาลเองคงอยู่ไม่ได้ เพราะเกษตรกรเป็นลูกค้าหลักของรัฐบาล เป็นกลุ่มคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกรัฐบาลกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ จะบอกว่าเป็นแค่วาทกรรมในการหาเสียงเลือกตั้งเหมือนเรื่องอื่นที่สัญญาไว้ไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น ถ้ามองแง่ร้ายสุดๆ คือถ้าไม่ได้รับเลือกตั้งก็ไม่มีโอกาสเข้ามาโกงกินคอร์รัปชัน หรือในแง่ดีไม่มีโอกาสเข้ามาทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรไงครับ

ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลนี้ยังอยู่ในอำนาจ ตราบนั้นคงไม่ยกเลิกการรับจำนำข้าว ถ้าเกษตรกรคือชาวนาไม่ยอมรับ

ความยากอยู่ตรงนี้ครับว่า ทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงการรับจำนำให้เป็นไปตามหลักการเพื่อกดดันให้ราคาข้าวสูงขึ้นตามกลไกตลาด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิต การค้า และการส่งออกข้าวไทยเกินความเหมาะสม ทั้งยังเป็นที่ยอมรับของชาวนา

เพื่อตอบโจทย์นี้ ผมขอเสนอความเห็นให้รัฐบาลลองพิจารณาแยกเรื่องการให้ความช่วยเหลือชาวนาออกเป็น 2 ส่วน

ฐ

วิธีนี้เป็นวิธีที่เคยทำมาในอดีตและได้ผลดีระดับหนึ่ง แต่ถามว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ชาวนามีฐานะดีขึ้น พอลืมตาอ้าปากได้ คงต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอ เพราะถ้าเพียงพอ ป่านนี้ชาวนาคงพ้นความยากจนไปหมดแล้ว

แต่ส่วนดี เป็นการแทรกแซงตลาดในขอบเขตจำกัด ไม่ทำให้กลไกตลาดกลายเป็นอัมพาตเหมือนโครงการรับจำนำข้าวราคาสูง กว่าตลาดหรือความจริงคือการรับซื้อข้าวทุกเมล็ดในปัจจุบัน

โครงการส่วนนี้ จึงเป็นโครงการในเชิงธุรกิจ เพื่อผลักดันราคาข้าวให้สูงขึ้น ลดภาระของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือในส่วนที่ 2 ต่อไป

ตัวอย่าง สมมติว่า แทนที่รัฐบาลจะรับจำนำข้าวราคา 1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน โดยรัฐบาลรับจำนำเพียง 1 หมื่นบาท ชาวนาจะมีรายได้ลดลงจากการขายข้าวให้รัฐบาลเกวียนละ 5,000 บาท แต่ต้นทุนข้าวเพื่อส่งออกจะลดลงจาก 1.5 หมื่นบาทเหลือ 1 หมื่นบาทต่อเกวียน (สมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นและราคาข้าวไม่เขยิบขึ้นหลังการจำนำ) ทำให้ธุรกิจการค้าข้าวของประเทศดำเนินไปตามปกติ

ในอดีตเมื่อจบการรับจำนำ ชาวนาก็ดำรงฐานะของความยากจนไว้อย่างคงเส้นคงวาต่อไป เพราะราคาข้าวไม่ปรับตัวขึ้นหรือปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออก กดราคา พอราคาข้าวสูงขึ้น เพราะผลจากการเข้าไปแทรกแซงของรัฐบาล ผู้ส่งออกซึ่งร่ำรวยมหาศาลจากการค้าข้าวจะเริ่มกระบวนการวิ่งเต้นร้องเรียนให้รัฐบาลยุติการแทรกแซง เพื่อให้ตนเองทำกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชาวนาผู้ผลิต ผมว่าใครไม่เชื่อเรื่องบาปกรรมให้ดูตรงนี้แหละครับ เพราะถ้าชาวนาไม่ถูกกดราคา ไม่ยากจน โครงการประเภทรับซื้อข้าวทุกเมล็ดคงไม่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่เดือดร้อน

เพราะฉะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีต รัฐบาลจึงควรมีโครงการอีกส่วนไว้เสริมหรือแบ็กอัพโครงการส่วนแรก จะเป็นโครงการอะไรไว้มาคุยกันตอนหน้าครับ

ส่วนที่ 2 คือ โครงการช่วยเหลือเชิงสังคมสงเคราะห์แก่ชาวนาผู้ยากจน

หลักการสำหรับโครงการนี้ตรงไปตรงมาครับ คือ หลังจากการดำเนินโครงการเชิงธุรกิจโดยการเข้าไปรับจำนำแล้ว ชาวนายังมีรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ 1.5 หมื่นบาทต่อเกวียนเท่าไร รัฐบาลก็จ่ายเงินช่วยเหลือชดเชยให้ครบ 1.5 หมื่นบาท เช่น จ่าย 5,000 บาท ถ้ารับจำนำไว้ 1 หมื่นบาทต่อเกวียน และชาวนาขายข้าวได้ไม่ถึง 1 หมื่นบาท

สรุปคือชาวนาจะมีรายได้จากข้าวเปลือก 1 เกวียน 1.5 หมื่นบาทเท่าเดิม รัฐบาลอาจต้องจ่ายเงินชดเชยเท่ากับโครงการรับจำนำราคาสูงกว่าตลาด แต่ผลดีคือ แยกส่วนการใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ลดการรั่วไหลระหว่างทาง ไม่ทำลายระบบการตลาด และมีโอกาสสูงที่รัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนที่ 2 ต่ำกว่า 5,000 บาท ถ้าราคาข้าวในตลาดปรับตัวขึ้นหลังการแทรกแซง ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงต่ำกว่ารับซื้อข้าวทุกเมล็ดราคา 1.5 หมื่นบาท

ก็เป็นการบูรณาการโครงการรับจำนำเข้ากับโครงการประกันรายได้อย่างเนียนๆ ซึ่งผมว่าน่าจะดีกว่าการทำโครงการใดโครงการหนึ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเวลาเปลี่ยนรัฐบาลเป็นไหนๆ เอาว่าชื่อโครงการรับจำนำแบบค้ำประกันรายได้ดีไหมครับ


 

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง