
เจาะลึก ราคาพลังงานไทย
หลายท่านสงสัยมั้ยครับว่าทำไมราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยเราถึงแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ
โดย...โชติชัย สุวรรณาภรณ์
หลายท่านสงสัยมั้ยครับว่าทำไมราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยเราถึงแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ เช่น มาเลเซีย พม่า อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา นั้น ผมขออธิบายต้นตอราคาน้ำมันในประเทศที่สูงเกิดมาจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้ (1) โครงสร้างการจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันหลักๆ จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ค่าการตลาด และค่าภาษีและกองทุน ซึ่งในส่วนแรก (1) ต้นทุนเนื้อน้ำมันนั้นปกติแล้วจะใกล้เคียงกัน เพราะราคาเนื้อน้ำมันจะอ้างอิงราคาตลาดโลก จะยกเว้นก็แต่ในประเทศเศรษฐีน้ำมัน (ที่ไทยไม่ได้เป็น) เท่านั้น ที่รัฐนั้นเข้าไปอุดหนุนให้มีราคาต่ำกว่าราคาตลาด ส่วนที่สอง (2) มาจากค่าการตลาด ซึ่งแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศ เพราะขึ้นกับสภาพการแข่งขัน ซึ่งค่าการตลาดของไทยนั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่สูง และส่วนสุดท้ายซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันของไทยต่างจากประเทศอื่น คือ ส่วนของการเก็บภาษีและกองทุนต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของแต่ละประเทศ เช่น น้ำมันเบนซิน บ้านเรานั้นเก็บภาษีและกองทุนประมาณ 29% ของราคาขายปลีก ในขณะที่อเมริกา เก็บเพียง 11%
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคุณภาพของน้ำมันที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศไทยใช้น้ำมัน มาตรฐาน Euro4 ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานน้ำมันในประเทศพม่า และยังมีนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานของแต่ละประเทศ รัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียมีนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทำให้ราคาน้ำมันของมาเลเซียจึงถูกกว่าบ้านเรา เช่น ประเทศอินโดนีเซียใช้งบประมาณอุดหนุนพลังงานกว่า 434,700 ล้านบาทซึ่งคิดเป็น 11% ของงบประมาณประเทศ และสูงกว่างบประมาณใช้ด้านการศึกษา 279,450 ล้านบาท และสุขภาพ 43,470 ล้านบาท เสียอีก
ขณะที่มาเลเซียใช้งบประมาณอุดหนุนพลังงาน 205,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการอุดหนุนเฉพาะน้ำมัน และ LPG โดยตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2553
แม้ว่าราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเราอาจสูงกว่าบางประเทศ แต่โดยรวมแล้วยังต่ำกว่าอีกหลายๆ ประเทศ สำหรับบางประเทศที่ราคาน้ำมันต่ำกว่าบ้านเรามากๆ นั้น ก็เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีปริมาณการผลิตและสำรองน้ำมันสูงกว่าเรามาก เช่น ซาอุดีอาระเบีย มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากกว่าเรา 604 เท่า กาตาร์ มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากกว่าเรา 58 เท่า และมาเลเซีย มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากกว่าเรา 9 เท่า ทำให้ประเทศดังกล่าวสามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ต่างจากไทยที่เรายังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงถึง 85% เพื่อนำมากลั่นในประเทศให้เพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้ที่ระดับ 9 แสนบาร์เรลต่อวัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางประเทศยังมีนโยบายในการสนับสนุนราคาพลังงานภายในประเทศดังที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น อย่างไรก็ดี ในการประชุม World Gas Conference เมื่อเดือน มิ.ย. 2555 ที่ผ่านมานาจิบ อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ประกาศว่าจะยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี 2555 ทำให้ในอนาคตราคาน้ำมันของมาเลเซียจะไม่ถูกเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกต่อไป
นอกจากนี้ หากพิจารณาราคา LPG ของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นว่าราคาของเราต่ำกว่าค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบออกนอกประเทศในปริมาณที่สูงกว่า 5,000 ตันต่อปี และในส่วนของราคา NGV นั้น ไทยยังมีราคาขายต่ำกว่าหลายๆ ประเทศในโลก ในภาพรวม ผมว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายทราบกันดีว่าการอุดหนุนพลังงานนั้นไม่ได้เป็นการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และไม่มีประสิทธิภาพ โดยผมอยากอ้างอิงถึงผลการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่พบว่าผลประโยชน์ของการอุดหนุนพลังงานกว่า 42% ตกอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 20% และครัวเรือนกลุ่มล่างสุด 20% ได้ผลประโยชน์เพียง 8.9% ครับ ผมว่าถึงเวลาแล้วล่ะครับที่ประเทศไทยเราต้องหันมาทบทวนนโยบายราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาดและให้บิดเบือนน้อยที่สุดครับ







