posttoday
กองทุนภัยพิบัติ...ยังสกัดเบี้ยแพงไม่ได้

กองทุนภัยพิบัติ...ยังสกัดเบี้ยแพงไม่ได้

16 ตุลาคม 2555

ครบรอบ 1 ปี สำหรับน้ำท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ แต่จนถึงวันนี้คนไทยยังหวาดผวาจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และมีการเฝ้าระวังไม่หลับไม่นอนอย่างตื่นกลัวในคืนที่มีฝนตกหนัก

โดย...วารุณี อินวันนา

ครบรอบ 1 ปี สำหรับน้ำท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ แต่จนถึงวันนี้คนไทยยังหวาดผวาจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และมีการเฝ้าระวังไม่หลับไม่นอนอย่างตื่นกลัวในคืนที่มีฝนตกหนัก

ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินประชาชนที่ฟากรัฐบาลประเมินออกมาสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินที่ทำประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย 4.88 แสนล้านบาท ถูกประกันภัยต่อจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่นที่เผชิญกับสึนามิ ราคาเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมและภัยธรรมชาติในไทยถูกปรับทันทีเป็น 15% จากปกติ 0.5% ในบางพื้นที่มีการแถมให้ฟรี

ถึงวันนี้ แม้จะมีการตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติขึ้นเมื่อปลายเดือน มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา และเป็นการจัดตั้งกองทุนที่เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ควบคู่กับแผนบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2554 สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดประกันภัยต่อต่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง โดยสามารถกดเบี้ยประกันน้ำท่วมและภัยธรรมชาติลงต่ำกว่า 15% ก็จริง แต่ถือว่ายังสูงกว่าภาวะปกติหลายเท่า

ราคาเบี้ยประกันน้ำท่วมธรรมชาติทั่วไปรวมภัยพิบัติในตลาด 3-10% ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ด้วยความกลัว ทำให้มีการซื้อประกันภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.-21 ก.ย. 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 186,771 กรมธรรม์ วงเงินความคุ้มครอง 1.99 หมื่นล้านบาท เบี้ยประกันภัยพิบัติ 137 ล้านบาท

กองทุนภัยพิบัติ...ยังสกัดเบี้ยแพงไม่ได้

ขณะที่บริษัทประกันภัยมีการจำกัดวงเงินความคุ้มครอง เพราะไม่กล้ารับเหมือนอดีต หลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมหนักในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ให้ความคุ้มครองน้ำท่วมและภัยพิบัติ 10-30% ของประกันภัยทรัพย์สิน เช่น ทำประกันอัคคีภัย 1 ล้านบาท จะได้รับความคุ้มครองน้ำท่วม 1 แสนบาท

แม้กองทุนยืนยันว่าทำให้เบี้ยประกันภัยพิบัติในประเทศลดลงจาก 15% เหลือ 3-5% และต่ำกว่า 1% ในพื้นที่ไม่เสี่ยงน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ภาคประกันเอกชนยังไม่กล้ารับประกันภัยต่อน้ำท่วมเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ความต้องการซื้อประกันของนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และบริษัท มีจำนวนมาก เพราะเบี้ยประกันภัยต่อในต่างประเทศยังสูงมาก ไม่สามารถสู้ราคาได้ ยิ่งปีนี้มีน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทยในปีนี้ ทำให้ประกันภัยต่อไม่กล้าผลีผลามลดราคาเบี้ยประกันลง

ขณะที่กองทุนก็ไม่สามารถที่จะแบกรับความเสี่ยงได้ทั้งหมด เพราะวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทที่มีอยู่นั้น นอกจากจะรับประกันภัยพิบัติบ้านและโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังต้องรับประกันภัยพิบัติที่จะเกิดจากนาข้าวอีก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ทำประกัน 8 ล้านไร่

แม้กองทุนจะปรับเงื่อนไขให้บริษัทประกันภัยที่ขายประกันภัยพิบัติให้แก่เอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมได้ต่ำกว่ากองทุนตั้งแต่ 20% ขึ้นไป ไม่ต้องส่งเบี้ยประกันเข้ากองทุนและจะคุ้มครองวงเงินเท่าไหร่ก็ได้ อยู่ที่การตัดสินใจของเอกชน จะทำให้กองทุนลดความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับลงเหลือ 8.6 หมื่นล้านบาท

จากเงื่อนไขเดิมกำหนดไว้ว่าบริษัทประกันภัยจะต้องขายความคุ้มครองภัยพิบัติให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มอุตสาหกรรม 30% ของทุนประกันภัยทรัพย์สิน และต้องขายในราคา 1% สำหรับเอสเอ็มอี และ 1.25% สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม กองทุนต้องรับผิดชอบความเสี่ยงสูงถึง 3.29 แสนล้านบาท

ด้วยวงเงินหน้าตักที่มี 5 หมื่นล้านบาท ไม่เพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงที่จะทยอยเข้ามาช่วงปลายปี ที่คาดว่ายอดซื้อประกันภัยพิบัติอาจจะทะลุ 8.6 หมื่นล้านบาท ไปถึง 1 แสนล้านบาท จึงต้องเร่งหาประกันภัยต่อให้ได้โดยเร็วที่สุด

ภายใต้เบี้ยประกันภัยต่อสูงอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งในเบื้องต้นทีมงานของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติได้ประเมินราคาจากบริษัทนายหน้าต่างประเทศ พบว่าจะอยู่ประมาณ 3-5% ของวงเงินความคุ้มครอง ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่มีการผ่อนเงื่อนไขภัยพิบัติ

ขณะที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะผ่อนผันเกณฑ์ภายใต้อำนาจการประกาศเป็นภัยพิบัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น อาจพิจารณาจากจำนวนหลังคาเรือนที่ได้รับความเสียหาย ขนาดพื้นที่ความเสียหาย หรือความเสียหายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อที่จะให้ ครม.ประกาศเป็นภัยพิบัติ

หลังจากที่เกิดน้ำท่วมใหญ่กว่า 10 จังหวัด แต่ ครม.ไม่ประกาศเป็นภัยพิบัติ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้

ขณะที่ยังคงเงื่อนไขที่ว่า กรมธรรม์จะจ่ายชดเชยหากเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งในจำนวน 3 เงื่อนไขนี้ คือ ครม.ต้องประกาศเป็นภัยพิบัติ ต้องมีความเสียหายในพื้นที่มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือประสบภัยพิบัติเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งติดต่อกัน 60 วัน หากเป็นพายุต้องความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถ้าเป็นแผ่นดินไหวต้องมีขนาด 7 ริกเตอร์ขึ้นไปไว้เหมือนเดิม เพราะเป็นมาตรฐานสากล

คาดว่า ทางบริษัทประกันภัยต่อจะรอดูเกณฑ์การประกาศเป็นภัยพิบัติของ ครม.ออกมาให้ชัดเจนก่อน จึงจะรับประกันภัยเต็มพิกัดได้ โดยกองทุนตั้งเป้าหมายที่จะทำประกันภัยต่อให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน ต.ค.นี้

การมีกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ สามารถดึงความเชื่อมั่นจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เบี้ยประกันภัยน้ำท่วมและภัยพิบัติลดลงจาก 15% ลงมาเหลือ 3-5% ในปัจจุบัน แต่แผนบริหารจัดการน้ำที่จะเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปีหน้า ทำให้ประกันต่างประเทศ ยังไม่ปลดไทยออกจากประเทศที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม

นี่จึงเป็นโจทย์ที่กองทุนและรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไข เพื่อให้ประชาชนไทยได้ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมและภัยธรรมชาติได้เต็มตามมูลค่าทรัพย์สิน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท